เรื่องย่อ
วายุสูญเสียการมองเห็นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อหลายปีก่อน เพราะปมในอดีตทำให้เขาปฏิเสธเข้ารับการรักษาดวงตาทั้งที่มีโอกาสหายเป็นปกติ แม้โอกาสนั้นจะน้อยนิดก็ตาม เขาขังตัวเองอยู่แต่ในห้องมานานกว่าห้าปีแล้ว แพรวไหม ถูกจ้างให้มาดูแลวายุอย่างใกล้ชิด หน้าที่หลักๆของเธอก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้เขายอมไปรักษาดวงตา สาวซุ่มซ่ามจะสามารถทำให้หนุ่มเจ้าอารมณ์ยอมไปรักษาดวงตาได้หรือไม่?
ทดลองอ่าน
อ่านบทเปิดเรื่อง ซ่อนบทเปิดเรื่อง
แกร็ก (เสียงลูกบิดประตู)
ประตูถูกเปิดออกมาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายผู้เป็นเจ้าของห้อง
เรียวปากบางอ้าค้างนิ่ง
“โอ้… แม่เจ้า หล่อฟ้าประทานชัดๆ” แพรวไหมพึมพำในลำคอ ผู้ชายตรงหน้ารูปร่างสูงกำยำ ผิวสีแทน อกผายไหล่ผึ่ง กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หล่อคมเข้ม แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายาวกระเซิง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อลดน้อยลงเลยแม้แต่นิด เหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้ร่างกายเขามีเพียงกางเกงนอนขายาวสีดำ
นี่ใช่ไหมที่ใครๆเรียกว่าบอดตาใส เพราะดูยังไงก็เหมือนคนตาปกติ เธอยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขา พบว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบสนองกลับมาเลย
“แพรวไหมฉันรู้ว่าเธอยังอยู่ตรงนี้”
น้ำเสียงแข็งกระด้างแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจของเขา ทำให้แพรวไหมรู้สึกเกร็งประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
“สวัสดีค่ะคุณวายุ ฉันแพรวไหม แพรวจะมาดูแลคุณค่ะ”
“ไม่จำเป็น ไสหัวไป ฉันไม่ได้ป่วย ฉันไม่ได้ติดเตียง!” วายุตวาดเสียงดังลั่น
“แพรวรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียง”
“ฉันไม่ต้องการนักจิตวิทยาบ้าบออะไรทั้งนั้น มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย! ฉันไม่ต้องการรักษาตัว ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!” คนเจ้าอารมณ์ตะโกนออกมาด้วยความฉุนเฉียว ใบหน้าหล่อคมแดงก่ำเพราะความโกรธ
“แพรวไม่ใช่นักจิตวิทยา ห่างไกลจากคำนั้นมาก แสดงว่าคุณดินยังไม่ได้บอกรายละเอียดกับคุณสินะ” แพรวไหมอธิบายเสียงนุ่ม เธอกำลังคิดหาวิธีออกจากมุม
เขายกสองแขนขึ้นมากอดอก
“แพรวถูกจ้างมาช่วยงานป้าบัวตอง พ่วงหน้าที่ดูแลคุณด้วย ไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาอะไรทั้งนั้น”
“งั้นก็ไปทำงานบ้านซะ อย่ามายุ่งกับฉัน!”
ปัง!
แพรวไหมสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อถูกวายุปิดประตูใส่หน้าอย่างแรง แบบนี้คงต้องถอยทัพกลับไปตั้งหลักใหม่
1บทที่ 18 นาที
@ไร่วรโชติเมธี
ห้องทำงาน
“คุณมีคำถามสงสัยอะไรหรือเปล่า”
“สรุป…หน้าที่ฉันก็แค่ดูแล และทำอย่างไรก็ได้ให้พี่ชายคุณยอมเข้ารับการรักษาดวงตาใช่ไหมคะ”
“เท้าเขาเหยียบลงบนพื้นโรงพยาบาลเมื่อไหร่ คุณจะได้รับโบนัสพิเศษตามที่เราตกลงกันไว้ ผมจะโอนเงินสิบล้านบาทให้คุณทันที”
“เออ…คุณแผ่นภพมีอีกข้อหนึ่งค่ะ” แพรวไหมเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ชี้ให้อีกคนดูข้อความที่ระบุไว้ในบรรทัดสุดท้าย “ฉันต้องนอนห้องเดียวกับพี่ชายคุณเหรอคะ”
แผ่นภพหรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้านานหลายวิ ใบหน้าหวานๆนั่นแลดูถอดสีลงอย่างเห็นได้ชัด
“พี่ชายผมตาบอดนะคุณ งานของคุณคือดูแลเขา 24 ชั่วโมง”
“ฉันเข้าใจค่ะว่าต้องดูแลพี่ชายคุณทั้งวันทั้งคืน” เธอไม่ได้ติดตรงนี้หรอก แต่มันจำเป็นต้องนอนห้องเดียวกันด้วยเหรอ นั่นคือสิ่งที่เธอเป็นกังวล
“ถ้าไม่นอนห้องเดียวกัน ตอนกลางคืนคุณจะทำยังไง”
“ก็กดปุ่มเรียกเหมือนในโรงพยาบาลไง ง่ายนิดเดียวค่ะ เพียงแค่ปลายนิ้ว” สาวแก้มป่องเสนอทางออกให้คนหน้าขรึม
“คุณแพรวไหม คุณช่วยอ่านข้อความในบรรทัดแรกบนกระดาษให้ผมฟังหน่อย” แผ่นภพถามกลับห้วนๆ น้ำเสียงที่ใช้ไม่มีความเป็นมิตรเลยสักนิดเดียว
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันไม่มีปัญหาอะไร” แพรวไหมเพียงคลี่ยิ้มบางๆ ข้อความบรรทัดแรกที่เขาให้เธออ่านนะเหรอ ใจความก็ประมาณว่าถ้าจะรับงานนี้ต้องทำตามรายละเอียดต่างๆในเอกสารโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น
มุมปากของแผ่นภพโค้งขึ้นดูคล้ายรอยยิ้ม
“พาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องนอนพี่ชายผมให้ได้ก่อนเถอะ” แผ่นภพบอกเสียงขรึม สายตามองคู่สนทนาอย่างประเมิน แพรวไหมรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นมาก จะรับมือกับพี่ชายเขาไหวหรือเปล่า “ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเจอกันที่บ้านผมพรุ่งนี้”
แพรวไหมรู้สึกได้ว่ามีความนัยบางอย่างแฝงมาในคำพูดประโยคนั้น
“ค่ะ เจอกันพรุ่งนี้” เธอฉีกยิ้มสดใสให้ อีกฝ่ายไม่ได้ยิ้มตอบ
“คุณสูงเท่าไหร่” ดูจากสายตายัยนี่ไม่น่าจะสูงถึง 160 เซนติเมตร
“157 เซนติเมตรค่ะ ส่วนสูงของฉันไม่น่าจะมีผลต่อการทำงานใช่ไหมคะ” ความกังวลฉายชัดผ่านดวงตาคู่สวย เธอจะให้งานนี้หลุดมือไปไม่ได้ เพราะนอกจากค่าจ้างรายเดือนจะจำนวนมหาศาลแล้ว ยังมีเงินพิเศษให้อีกตั้งสิบล้านแน่ะ แค่ดูแลคนตาบอดคนเดียวเอง
“ยังมีคำถามอะไรอีกไหม” เขาไม่ได้ตอบ แต่กลับยิงคำถามต่อ
“ไม่มีแล้วค่ะ” พึ่งถามไปหยกๆว่าส่วนสูงมีผลต่อการทำงานไหม ไม่ยักกะตอบแล้วบอกให้ถามต่อ
“เป็นอันว่าพรุ่งนี้เช้าเจอกันที่บ้านผม” แผ่นภพเอ่ยสรุป
“เจอกันพรุ่งนี้ค่ะคุณแผ่นภพ”
แพรวไหมไหว้ขอบคุณเจ้านายคนใหม่ อีกคนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
ผ่านไปสักพัก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูนำสามครั้ง ตามด้วยเสียงผลักเข้ามา โดยไม่ได้รอให้เจ้าของห้องเอ่ยอนุญาต
หญิงสาวรูปร่างเพรียวระหงเดินเข้ามาในห้อง เธอคนนี้คือสายธารน้องสาวของแผ่นภพ
“พี่ดิน พี่ได้รับผู้หญิงคนเมื่อกี้เข้าทำงานไหมคะ” สายธารถามหน้าตื่น
“รับแล้ว”
รอยยิ้มแห่งความดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเมื่อได้ยินคำตอบ
ขณะเดียวกันมีชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำ หน้าตาหล่อคมเดินเข้ามาในห้อง
“ไฟมึงเล่าที่มาที่ไปของผู้หญิงที่ชื่อแพรวไหมให้กูฟังหน่อย” แผ่นภพเอ่ยถามผู้มาใหม่ ที่เขารับแพรวไหมเข้าทำงานเป็นเพราะมันสายตรงมาขอร้อง
เจ้าของชื่อทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟารับแขก ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววกระอักกระอ่วน
แผ่นภพเลิกคิ้วเร่ง
“เมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ผมไปสร้างโรงเรียนให้เด็กๆบนเขา ผมเป็นไข้ป่า สลบอยู่ริมธาร เธอเป็นคนไปเจอ และช่วยชีวิตผมไว้ หลายวันก่อนบังเอิญได้เจอกันอีกครั้งที่ร้านคาเฟ่หน้าตลาด ผมเลยเข้าไปทักทายถึงได้รู้ว่าเธอกำลังมองหางานอยู่ ผมอยากตอบแทนน้ำใจเธอเลยชวนมาสมัครงานกับพี่” อัคคีอธิบาย
แผ่นภพลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงาน เดินอ้อมมานั่งโซฟาฝั่งตรงข้ามกับน้องชาย “เธอไม่ใช่นักจิตวิทยา เรียนจบมาทางด้านวารสารศาสตร์ ไม่เคยมีประสบการณ์ดูแลคนป่วยมาก่อนเลย จะไปดูแลพี่ชายเราได้เหรอวะ”
“พี่ดินขา พวกเราก็เคยจ้างทั้งหมอ ทั้งนักจิตวิทยามาดูแลพี่ลมแล้วนะคะ ไม่เห็นมีใครอยู่ได้เกินสองอาทิตย์สักราย” สายธารน้องเล็กของ ‘ตระกูลวรโชติเมธี’ เอ่ยขึ้น
“อีกอย่างพี่ลมก็ไม่ใช่คนป่วยสักหน่อย แค่สูญเสียการมองเห็น” อัคคีเสริม
“ตัวก็เล็กนิดเดียว พี่ลมสูงเกือบ 190 เซน โดนจับเหวี่ยงทีเดียว แขน-ขา จะไม่หักเหรอวะ” แผ่นภพรู้ดีว่าพี่ชายเขาอารมณ์ร้ายแค่ไหน แอบเป็นห่วงผู้ดูแลคนใหม่ เธอตัวเล็กมาก
“ยัยแพรวตัวเล็กก็จริงนะคะ แต่แข็งแรงทนทานมาก” สายธารแย้ง
“พูดยังกับรู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัว” แผ่นภพมองน้องเล็กอย่างสงสัย
“น้ำเดาเอาค่ะ” สายธารรีบเบือนหน้าหนี เธอไม่กล้าสบตากับพี่ชาย
“รู้ได้ไงว่าเขาชื่อแพรว” เห็นท่าทีเลิ่กลั่กของน้องน้อย แผ่นภพจึงยิงคำถามต่อ
“ผมเป็นคนบอกน้องเองครับ” อัคคีชิงตอบคำถามแทนน้องสาว เขาเห็นว่าตอนนี้ใบหน้าของอีกคนดูเจื่อนจืดลงอย่างเห็นได้ชัด
อีกสถานที่หนึ่ง
@บ้านแพรวไหม
แพรวไหมยื่นมือไปผลักประตูรั้ว สองขาเรียวก้าวเข้ามาข้างในอย่างเร่งรีบ เบื้องหน้าคือบ้านไม้สีขาวยกพื้นต่ำขนาดกะทัดรัด มีแปลงผักนานาชนิดปลูกรายล้อมตามแนวขอบรั้วเต็มไปหมด
“แม่ แพรวกลับมาแล้วค่ะ กลับมาพร้อมกับข่าวดี พ่ออยู่บนบ้านใช่ไหมคะ” แพรวไหมส่งเสียงบอกหญิงวัยกลางคนที่กำลังพรวนดินอย่างขะมักเขม้นอยู่แปลงผัก
“ใช่ๆ ทำอาหารเย็นรอพวกเราอยู่” คุณมะลิเดินเข้ามาหาลูกสาวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นางดูอารมณ์ดีกว่าทุกวัน เพราะสิ่งที่ลูกสาวคนสวยพูดเมื่อสักครู่
“ขึ้นบ้านกันค่ะแม่ หนูจะได้ประกาศข่าวดี” แพรวไหมเดินเข้าไปคล้องแขนคนเป็นแม่ด้วยสีหน้าเบิกบาน
@ห้องนั่งเล่น
“สาวๆ อย่าพึ่งเบื่อเมนูไข่นะ” คุณเกริกพลมองหน้าลูกสาวสลับกับเมียรัก อาหารบนโต๊ะตอนนี้มีไข่เจียวฟูกรอบ ผัดผักรวมมิตร น้ำพริกกะปิ พร้อมด้วยผักเครื่องเคียงอีกสองสามอย่าง ที่ชายวัยกลางคนพูดแบบนี้เป็นเพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาไข่คืออาหารหลักของพวกเขา
“โชคดีจังเลย แพรวดันเป็นคนที่ชอบกินไข่ด้วยสิ แต่สิ้นเดือนหน้าพ่อเตรียมทำเมนูอื่นได้เลยนะ” แพรวไหมบอกยิ้มๆ
คุณเกริกพลหรี่ตามองลูกสาวอย่างรอคอยคำตอบ ดวงตามีประกายแพรวพราวแบบนี้ แสดงว่าต้องมีข่าวดีมาบอกแน่ๆ
“หนูได้งานที่บ้านวรโชติเมธีแล้วนะคะ”
“ข่าวดีที่สุดเลยลูก!” คนเป็นแม่อุทานออกมาด้วยความดีใจ
“พ่อดีใจด้วยนะแพรว” ใบหน้าของคนเป็นพ่อฉายประกายแห่งความสุข หลายเดือนแล้วที่ท่านยิ้มไม่ออก
ที่สองสามีภรรยาดีใจมากมายขนาดนี้เป็นเพราะสถานการณ์ในบ้านของพวกเขากำลังย่ำแย่สุดๆ หัวหน้าครอบครัวเพิ่งจะโดนกดดันให้ลาออกจากงาน ลูกสาวเองก็ว่างงานมาหลายเดือนแล้ว
“ค่าจ้างเดือนล่ะแปดหมื่นบาท ยังไม่พอนะคะ ถ้าแพรวสามารถทำให้พี่ชายน้ำยอมไปรักษาดวงตาได้ แพรวจะได้รับโบนัสพิเศษเพิ่มอีกสิบล้านทันที”
“อะไรนะ! / อะไรนะ!” สองสามีภรรยาแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
“แค่ทำให้คนคนหนึ่งยอมไปรักษาดวงตานี่นะ จะได้รับโบนัสพิเศษสิบล้าน?!” หญิงสูงวัยมองลูกสาวด้วยความประหลาดใจ
“ไม่น่าแปลกหรอก คุณก็รู้ว่าบ้านวรโชติเมธีร่ำรวยแค่ไหน เงินสิบล้านสำหรับพวกเขาจิ๊บจ๊อยมาก” คุณเกริกพลบอก คนในละแวกนี้ต่างก็รู้ว่า ‘วรโชติเมธี’ เป็นหนึ่งในตระกูลที่มั่งคั่งร่ำรวยมาก
“แปลกที่ไม่อยากมองเห็น ว่าแต่แพรวเถอะไม่เคยดูแลคนตาบอดมาก่อนจะไหวเหรอลูก” คนเป็นแม่ถามอย่างกังวลใจ แม้ค่าจ้างจะสูงลิ่ว โบนัสพิเศษล่อตาล่อใจแค่ไหน แต่นางก็อดเป็นห่วงลูกสาวไม่ได้จริงๆ
“แพรวทำได้ แพรวมั่นใจมากค่ะ อีกอย่างแพรวก็ย้ายไปพักอยู่กับไอ้น้ำนะคะ พ่อแม่ไม่ต้องห่วงแพรวหรอก” คนสวยฉีกยิ้มกว้าง เธออุ่นใจเพราะจะมีสายธารคอยซัพพอร์ตอยู่ข้างๆ
รอยยิ้มแห่งความโล่งอกได้ปรากฏบนใบหน้าของสองคนสูงวัย ลูกสาวเคยพูดถึงความน่ารักของเพื่อนคนนี้ให้ฟังอยู่บ่อยๆ ได้ยินแบบนี้คงไม่มีอะไรต้องกังวล
แพรวไหมดีใจจนหุบยิ้มไม่ลง เธออยากแบ่งเบาภาระของทางบ้านบ้าง
2บทที่ 26 นาที
เช้าวันต่อมา
@บ้านวรโชติเมธี
ตอนนี้แพรวไหมยืนอยู่หน้าบ้านฟาร์มเฮาส์สไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวเบจ ลักษณะเป็นบ้านหลังใหญ่สองชั้น ตั้งเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขา แวดล้อมไว้ด้วยท้องทุ่งเขียวขจีอันกว้างใหญ่ บรรยากาศงดงามราวภาพวาดในจินตนาการก็ไม่ปาน
“สวัสดีค่ะ คุณแพรวไหมที่จะมาช่วยดูแลพี่ลมใช่ไหมคะ” อิงดาวหนึ่งในสมาชิกของบ้านวรโชติเมธีเอ่ยทักทายมาแต่ไกล
“ใช่จ้ะ” แพรวไหมยิ้ม
“คุณแผ่นภพรออยู่ในห้องรับแขก เชิญค่ะ” สาวน้อยหน้าใสยิ้มหวานพลางผายมือให้พี่คนสวยเดินตามเธอเข้าไปในบ้าน
@ห้องรับแขก
หูฟังเจ้าของบ้านแจกแจงรายละเอียดเพิ่มเติม มือเรียวหยิบน้ำเปล่าขึ้นมาดื่มแก้คอแห้ง ทว่าสายตาลอบมองหาสายธารเพื่อนรักไปด้วย
แพรวไหมรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะว่าบ้านหลังนี้กว้างขวางและดูอ้างว้างมากเลยให้ความรู้สึกแปลกๆ แผ่นภพพูดซะยาวเหยียด แต่ประเด็นเดียวที่เธอได้ยินชัดเจนคือถ้าต้องการอะไรให้เรียกหาป้าบัวตองได้เลย
“คุณมีอะไรจะถามไหม”
“ไม่มีค่ะ”
“ห้องพี่ลมอยู่ชั้น 2 ห้องซ้ายสุด เดี๋ยวผมจะให้ป้าบัวตองพาขึ้นไป” แผ่นภพเอ่ยบอก ป้าบัวตองที่เขาพูดถึงคือคนใช้เก่าแก่ของบ้านวรโชติเมธี
แพรวไหมค้อมศีรษะเป็นเชิงฝากเนื้อฝากตัวกับป้าบัวตอง แม่บ้านรุ่นใหญ่ตอบรับไมตรีด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น
“มีอีกอย่างที่ผมไม่ได้ระบุเอาไว้ในสัญญา ทุกสัปดาห์คุณจะมีวันหยุดหนึ่งวัน คุณเลือกหยุดวันไหนก็ได้ ถ้ามีธุระเข้าเมืองบอกลุงสมพรคนขับรถได้เลยนะ” แผ่นภพให้ข้อมูลเพิ่ม บ้านวรโชติเมธีอยู่ห่างจากตัวอำเภอพอสมควร การเดินทางเข้าเมืองค่อนข้างลำบากหากไม่มีรถยนต์ส่วนตัว
“ขอบคุณค่ะคุณแผ่นภพ”
“เรียกผมว่าดินก็ได้”
แพรวไหมพยักหน้ารับทราบ
“ถ้ามีเรื่องด่วนโทรหาผมได้เลยนะ ผมต้องเข้าไร่แล้ว” เขาบอกพลางยันกายลุกขึ้น
“ค่ะ คุณดิน”
จังหวะเดียวกันป้าบัวตองผายมือเชิญแพรวไหม นางต้องการพาเธอขึ้นไปพบกับเจ้านายอีกคน
“แก เดี๋ยวก่อน” สายธารตะโกนตามหลังคนที่กำลังจะก้าวขาขึ้นบันได
คำว่า ‘แก’ ทำให้ผู้หญิงสามคนหันกลับมาพร้อมกัน ป้าบัวตองดูจะงงหน่อยๆเพราะเจ้านายไม่เคยจิกเรียกใครแบบนี้มาก่อน
แพรวไหมคลี่ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ
“ป้าบัวตองกับอิงเอากระเป๋าขึ้นไปห้องพี่ลมได้เลยนะคะ น้ำอยากคุยกับแพรวก่อน” สายธารบอกความต้องการของตัวเอง
สองหญิงต่างวัยพยักหน้ารับคำสั่ง
“ให้ฉันมาปั้นหน้าทำเป็นไม่รู้จักกับแกเนี่ยยากมากๆว่ะ” พออยู่กันสองคนสายธารก็เปิดปากบ่นทันที
“ไม่ต่างกันหรอก ฉันยิ่งแสดงละครไม่เนียน แกมีอะไรจะพูดกับฉันเหรอ”
“ฉันแค่อยากมาย้ำ พี่ลมอารมณ์ฉุนเฉียวมาก เมื่อก่อนพี่ชายฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุพี่ลมก็เปลี่ยนไปเป็นคนล่ะคน แกอย่ารีบถอดใจลาออกนะ อยู่ช่วยกันก่อน”
“แกก็รู้ว่าครอบครัวฉันกำลังแย่หนัก ค่าจ้างสูงขนาดนี้ ฉันจะไปหาที่ไหนได้ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้” แค่คนคนหนึ่งจะฉุนเฉียวได้สักเท่าไหร่กันเชียว แพรวไหมคิดในใจ
“ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย…ป่ะ ไปหาพี่ลมกัน”
สองสาวเดินขึ้นบันไดตรงไปยังห้องซ้ายสุด พอมาถึงหน้าห้องเป้าหมาย แพรวไหมถึงกับต้องยกสองมือขึ้นป้องปาก อยากจะร้องกรี๊ดออกมาดังๆ เพราะตอนนี้ข้าวของในกระเป๋าของเธอกองกระจัดกระจายอยู่บนพื้น บางชิ้นก็แตกหักเป็นเสี่ยงๆ
“โอ้…แม่เจ้า เซรั่มสั่งตรงจากเกาหลีของฉัน แตกไม่เหลือชิ้นดีเลย เก็บเงินหลายเดือนกว่าจะได้ขวดนี้ จะมีผิวดีทั้งทีก็มีอุปสรรคมาขัดขว้าง” แพรวไหมบ่น พลันก้มลงหยิบขวดเซรั่มขึ้นมาดูอย่างเสียดาย
“อิงขอโทษนะคะคุณแพรว” อิงดาวหน้าเสีย เธอเป็นคนลากกระเป๋าเข้าไปไว้ในห้องวายุเองกับมือ
“ไม่เป็นไรจ้ะ อีกอย่างเรียกว่าพี่แพรวจะดีกว่านะ” แพรวไหมว่า ประเมินจากสายตา สาวน้อยตรงหน้าน่าจะเด็กกว่าเธออยู่หลายปี
อิงดาวรู้สึกผิด เพราะข้าวของที่แตกกระจาย ไม่เพียงแต่เซรั่มเกาหลีเท่านั้น ยังมีเครื่องสำอางราคาแพงอื่นๆอีกหลายอย่าง
“ตอนที่พี่ลมรื้อข้าวของพี่ออกมาโยนทิ้ง อิงไม่กล้าขวางจริงๆค่ะ” อิงดาวกระซิบบอกผู้เสียหาย
แพรวไหมยักไหล่นิดๆเป็นเชิงบอกว่าเราคงทำอะไรไม่ได้แล้วแหละ
หลังจากที่ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดข้าวของบนพื้น สายธารก็ส่งสัญญาณให้คนอื่นๆออกไปก่อน เธอจะเป็นคนเจรจากับพี่ชายเอง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“พี่ลมขา เปิดประตูให้น้ำหน่อย”
“ไปให้พ้น!”
“น้ำขอคุยด้วยแป๊บเดียวค่ะ”
“ไสหัวออกไป หูหนวกหรือไงวะ!”
“เราไสหัวออกไปจากตรงนี้ก่อนดีกว่า!” แพรวไหมพูดเสียงดัง เธออยากให้คนข้างในได้ยินชัดๆ
สายธารถอนหายใจแรง พี่ชายเธอไม่ยอมให้ใครเข้าห้องง่ายๆ
“น้ำแกไปก่อน ฉันจะรับมือกับพี่ลมของแกเอง เดินกระทืบเท้าแรงๆลงบันไดไปเลยนะ” คนเจ้าแผนการกระซิบบอกเพื่อนเบาๆ
สายธารพยักหน้า แล้วเดินกระทืบเท้าไปตามที่เพื่อนบอก
ผ่านไปไม่ถึงห้านาที
แกร็ก (เสียงลูกบิดประตู)
ประตูถูกเปิดออกมาพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของชายผู้เป็นเจ้าของห้อง
เรียวปากบางอ้าค้างนิ่ง
“โอ้… แม่เจ้า หล่อฟ้าประทานชัดๆ” แพรวไหมพึมพำในลำคอ ผู้ชายตรงหน้ารูปร่างสูงกำยำ ผิวสีแทน อกผายไหล่ผึ่ง กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หล่อคมเข้ม แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยหนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายาวกระเซิง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อลดน้อยลงเลยแม้แต่นิด เหนือสิ่งอื่นใดตอนนี้ร่างกายเขามีเพียงกางเกงนอนขายาวสีดำ
นี่ใช่ไหมที่ใครๆเรียกว่าบอดตาใส เพราะดูยังไงก็เหมือนคนตาปกติ เธอยกมือขึ้นโบกไปมาตรงหน้าเขา พบว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆตอบสนองกลับมาเลย
“แพรวไหมฉันรู้ว่าเธอยังอยู่ตรงนี้”
น้ำเสียงแข็งกระด้างแฝงไว้ด้วยความไม่พอใจของเขา ทำให้แพรวไหมรู้สึกเกร็งประหม่าอย่างบอกไม่ถูก
“สวัสดีค่ะคุณวายุ ฉันแพรวไหม แพรวจะมาดูแลคุณค่ะ”
“ไม่จำเป็น ไสหัวไป ฉันไม่ได้ป่วย ฉันไม่ได้ติดเตียง!” วายุตวาดเสียงดังลั่น
“แพรวรู้ว่าคุณไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียง”
“ฉันไม่ต้องการนักจิตวิทยาบ้าบออะไรทั้งนั้น มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลย! ฉันไม่ต้องการรักษาตัว ไสหัวออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้!” คนเจ้าอารมณ์ตะโกนออกมาด้วยความฉุนเฉียว ใบหน้าหล่อคมแดงก่ำเพราะความโกรธ
“แพรวไม่ใช่นักจิตวิทยา ห่างไกลจากคำนั้นมาก แสดงว่าคุณดินยังไม่ได้บอกรายละเอียดกับคุณสินะ” แพรวไหมอธิบายเสียงนุ่ม เธอกำลังคิดหาวิธีออกจากมุม
เขายกสองแขนขึ้นมากอดอก
“แพรวถูกจ้างมาช่วยงานป้าบัวตอง พ่วงหน้าที่ดูแลคุณด้วย ไม่ได้เป็นนักจิตวิทยาอะไรทั้งนั้น”
“งั้นก็ไปทำงานบ้านซะ อย่ามายุ่งกับฉัน!”
ปัง!
แพรวไหมสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจเมื่อถูกวายุปิดประตูใส่หน้าอย่างแรง แบบนี้คงต้องถอยทัพกลับไปตั้งหลักใหม่
3บทที่ 35 นาที
“เป็นยังไงบ้าง” สายธารเอ่ยถามทันทีที่เพื่อนหย่อนสะโพกนั่งลงบนโซฟา
“ฉันไม่อาจพาตัวเองเข้าไปอยู่ในห้องคุณลมได้ว่ะ” แพรวไหมตอบ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล ค่าจ้างจำนวนมหาศาลกำลังจะหลุดลอยไป งานนี้ไม่หมูอย่างที่คิด เธอประเมินคนตาบอดต่ำไป
“ธรรมดามากแก นอกจากป้าบัวตองเข้าไปทำความสะอาดแล้ว พี่ลมก็ไม่ให้ใครเข้าไปเหยียบในห้องนั้น” สายธารยักไหล่ซ้ายขึ้นนิดๆเหมือนไม่แปลกใจกับสิ่งที่เพิ่งจะได้ยิน
“อ้าว…แล้วทำไมในสัญญาจ้างระบุไว้ว่าฉันต้องนอนห้องเดียวกันกับพี่ชายแก”
“ก็แค่ระบุ แต่ก็ไม่มีใครทำได้ไง ไม่เคยมีใครมีโอกาสได้ดูแลพี่ชายฉันทั้งวันทั้งคืนหรอก พี่ดินเขาเป็นห่วงพี่ลมมาก กลัวว่าพี่ลมจะเป็นอะไรกลางค่ำกลางคืน ห่วงเกินเบอร์ เลยระบุเอาไว้เฉยๆ เผื่อมีคนทำได้” สายธารสาธยาย
“คนอื่นๆที่เคยมาดูแล เขาทำยังไงเหรอ คุณลมดูเข้าถึงยากมาก” แพรวไหมขอคำแนะนำจากเพื่อน
“บางครั้งพี่ลมจะออกมาห้องนั่งเล่น แต่เป็นห้องนั่งเล่นข้างบนนะ ห้องท้ายสุดที่อยู่ติดกับระเบียง คนก่อนๆก็รอจังหวะนั้นเข้าไปคุย แต่ก็โดนไล่ตะเพิดทุกราย” สายธารให้รายละเอียดเพิ่ม ไม่มีนักจิตวิทยาคนไหนทนอารมณ์อันดุร้ายเกรี้ยวกราดของพี่ชายเธอได้
แพรวไหมทำหน้าคิดหนัก
“ปาข้าวของใส่ด้วยนะแก ปากร้ายยังไม่พอ มือไวอีกต่างหาก โดนแบบนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว”
“ทำไมพี่ชายแกไม่ยอมไปรักษาดวงตา” แพรวไหมถาม เธอเชื่อว่าต้องมีเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาไม่อยากมองเห็นอีกต่อไป คงไม่มีใครอยากอยู่ในโลกมืดหรอก
“เขาน่าจะรู้สึกผิดมากๆว่ะ พวกเราคิดว่าพี่ลมกำลังลงโทษตัวเองอยู่”
“รายละเอียดในสัญญาเพียงระบุว่าฉันต้องมาดูแลคนตาบอด และพยายามโน้มน้าวให้เขาไปรักษาดวงตาให้ได้ พี่ชายแกรู้สึกผิดเรื่องอะไร แกพอเล่าให้ฉันฟังได้ไหม” แพรวไหมรู้เพียงว่าวายุตาบอดหลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อห้าปีก่อน เธอมั่นใจว่าต้องมีอะไรมากกว่านี้
“อ้าว … พี่ดินไม่ได้เล่ารายละเอียดอย่างอื่นให้แกฟังเหรอ” สายธารประหลาดใจ
“ไม่ลงรายละเอียดอะไรเลย คงเห็นว่าฉันไม่ใช่นักจิตวิทยามั้งเลยไม่จำเป็น” แพรวไหมเดา
“เดี๋ยวฉันเล่าให้แกฟังเอง” สายธารบอก เธออยากให้เพื่อนมีแนวทางในการพูดจาโน้มน้าวพี่ชายไปรักษาตัว
ย้อนไปคืนเกิดอุบัติเหตุ
@ผับแห่งหนึ่ง
วายุไปดื่มฉลองวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าปีของตัวเองกับเพื่อนๆ ซึ่งวันนั้นก็มีแผ่นภพอยู่ด้วย เขาดื่มเพลินจนลืมไปว่ามีนัดทานดินเนอร์กับ ‘ปรายฟ้า’ คู่หมั้นสาว
“พี่ปรายฟ้าเป็นนางแบบ บังเอิญคืนนั้นเธอมีงานแฟชั่นโชว์สำคัญ ทั้งคู่ตกลงกันว่าเดินแบบเสร็จจะไปทานดินเนอร์ด้วยกันต่อ แต่พี่ชายฉันดันเมาก่อน แถมยังลืมไปรับแฟน พี่ดินเล่าให้ฟังว่าพวกเขาทะเลาะกันทางโทรศัพท์หนักมาก แล้วพี่ลมก็ขับรถออกไปในสภาพค่อนข้างเมา”
แพรวไหมมองหน้าเพื่อนด้วยความเห็นใจ เธอพอจะเดาเหตุการณ์ต่อไปได้
“พี่ลมออกไปประมาณชั่วโมงนิดๆ พี่ดินก็ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล…สรุปแบบรวบรัดเลยนะแก พี่ลมสูญเสียการมองเห็น ส่วนพี่ปรายฟ้าขาหัก พิการทั้งคู่”
แพรวไหมตาเบิกโพลง เธอตกใจกับเรื่องที่ได้ยินเป็นอย่างมาก
“หลังเกิดอุบัติเหตุเดือนกว่าๆ ครอบครัวของพี่ปรายฟ้าก็มาถอนหมั้นกับพี่ลมเลย พวกเค้าโกรธมาก ไม่ขอข้องแวะกับพวกเราอีกต่อไป นับตั้งแต่นั้นมาพี่ลมก็ปฏิเสธการรักษา พี่ลมรักพี่ปรายฟ้ามาก พวกเขากำลังจะแต่งงานกัน”
“ฉันเข้าใจแล้วแหละว่าทำไมพี่ชายแกถึงเกรี้ยวกราดขนาดนั้น” แพรวไหมว่า ขนาดเธอไม่ใช่คนในเหตุการณ์ยังรู้สึกสะเทือนใจไปด้วย วายุคงรู้สึกผิดที่ทำให้คู่หมั้นซึ่งเป็นนางแบบเดินไม่ได้
“น้ำแพลน B ต้องมาแล้วแหละ ไม่งั้นฉันคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้พี่ชายแก”
สายธารหรี่ตามองเพื่อนอย่างใจจดใจจ่อ
“ฉันจะอยู่บ้านแกในฐานะคนรับใช้ มาทำงานบ้านแทนป้าบัวตอง มันเป็นวิธีเดียวที่ฉันจะเข้าห้องคุณลมได้” แววตาสุกใสฉายแววจริงจัง เธอจะใช้ความใกล้ชิดทำลายกำแพงนั้นลงมาให้ได้
สายธารพยักหน้า เธอค่อนข้างเห็นด้วยกับความคิดนี้
“แกไปเรียกป้าบัวตองมาฟังแผนของฉันได้เลย”
“โอเค”
แพรวไหมยกยิ้มอย่างผู้มีชัย มั่นใจเหลือเกินว่าแผนตัวเองจะต้องสำเร็จแน่ๆ
บ่ายวันเดียวกัน
ป้าบัวตองเดินหน้าตื่นลงบันไดมาห้องนั่งเล่นอย่างเร่งรีบ “คุณแพรว คุณน้ำ ป้าไปแจ้งคุณลมตามที่พวกคุณบอกแล้วนะคะ” แม่บ้านรุ่นใหญ่เอ่ยปากรายงานสองสาว
“คุณลมดูสงสัยอะไรไหมคะ” แพรวไหมถาม
“ไม่น่าจะสงสัย เพราะป้าเสริมไปว่าช่วงนี้ป้าไม่ค่อยสบาย หน้ามืดบ่อย คุณดินเลยจ้างคนมาช่วย คุณลมแกรู้ว่าอิงเปิดเทอมแล้วมาช่วยงานบ้านป้าไม่ได้แน่นอน” ป้าบัวตองสาธยาย
‘ป้าบัวตอง’ ทำงานอยู่บ้านวรโชติเมธีมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาวแล้ว ทุกคนที่นี่ปฏิบัติกับนางเหมือนคนในครอบครัว นางเป็นคนเดียวที่วายุยอมให้เข้าไปเหยียบในห้องนอนของเขา
มีอีกคนที่เข้าไปได้คืออิงดาว แต่พรุ่งนี้เธอต้องกลับไปอยู่ที่หอพักในมหาลัยแล้ว
“เยี่ยมมากเลยค่ะ” แพรวไหมยกนิ้วโป้งให้คนฉลาด เธอนึกไม่ถึงว่าคนตรงหน้าจะใส่ไข่เพิ่มเข้าไปอีกหลายฟอง โดยยกอาการป่วยปลอมๆขึ้นมาอ้าง
“งั้น แพรวจะขึ้นไปทำความสะอาดห้องให้คุณลมเลยนะ” แพรวไหมยันกายลุกขึ้น เธอต้องรีบเข้าถึงตัววายุให้เร็วที่สุด
“สู้ๆ แม่บ้านคนใหม่ของฉัน” สายธารตบไหล่ให้กำลังใจคนที่กำลังจะพาตัวเองเข้าไปในถ้ำเสือ
แพรวไหมเชิดหน้า เดินไปทางบันไดอย่างมั่นใจในแผนของตัวเอง เก่งกว่านักจิตวิทยาก็เธอนี่แหละ!
4บทที่ 48 นาที
ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
“ขอเข้าไปทำความสะอาดด้วยค่ะ” แพรวไหมตะโกนบอกคนข้างใน ตอนนี้เธอยืนอยู่หน้าห้องของวายุพร้อมอุปกรณ์ทำความสะอาดเต็มสองมือ
ไม่นานเจ้าของห้องก็เปิดประตูออกมาด้วยท่าทางหงุดหงิด
“รีบทำแล้วก็รีบไสหัวไปซะ!” วายุออกคำสั่งเสียงเข้ม
สาวใช้จำเป็นพาตัวเองเข้ามาในห้อง สายตามองตามหลังคนขี้วีน ท่วงท่าการเดินของเขาช่างดูคล่องแคล่ว สงสัยอยู่ในโลกมืดนานจนชิน
“มิน่า คุณถึงสิงสถิตอยู่ในนี้ได้ทั้งวี่ทั้งวัน” แพรวไหมยังคงมองสำรวจไปรอบๆ
ห้องนอนของวายุกว้างขวางมาก ลักษณะคล้ายกับคอนโดหรูขนาดสองห้องนอน สองห้องน้ำ แถมยังมีห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่เชื่อมต่อไปยังระเบียงด้านหลัง
ตกแต่งโทน Classic Blue ดูเรียบหรู มีเสน่ห์ แฝงไว้ด้วยความอบอุ่น
“หุบปากแล้วทำความสะอาดซะ อย่าพูดมาก ฉันรำคาญ!” วายุตวาดออกมาอย่างหงุดหงิด
แพรวไหมมองคนที่กำลังนั่งตีหน้ายักษ์อยู่บนโซฟาแวบหนึ่ง ก่อนจะลากเครื่องดูดฝุ่นเดินผ่านหน้าเขาไปยังโซนห้องนั่งเล่น คนอะไรปากร้ายเกินทน!
ผ่านไปสักพัก
@ห้องรับแขกด้านล่าง
“ป้าไปแอบฟังมา ทุกอย่างเหมือนจะราบรื่นดีนะคะ คุณแพรวแกมาแบบเหนือเมฆจริงๆ” ป้าบัวตองรายงานเจ้านาย นางไปแอบส่องสถานการณ์บนชั้นสองมา พบว่าไม่มีเสียงเอะอะโวยวายอะไรเลย
“เหนือเมฆอะไร” เป็นเสียงของแผ่นภพที่กำลังเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
“วันนี้พี่ดินกลับบ้านเร็วจังเลยคะ” สายธารเอ่ยถามพี่ชายด้วยความแปลกใจ ปกติถ้าไม่มืดจะไม่ได้เห็นหน้ากัน
“พี่เป็นห่วงที่บ้าน ไม่รู้ว่าพี่ลมจะอาละวาดคุณแพรวหรือเปล่า”
“นั่งลงก่อนค่ะน้ำจะเล่า แพลน B ให้ฟัง”
แผ่นภพเลิกคิ้วสงสัย เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาตามที่น้องสาวบอก
สายธารเล่าแพลน B ของแพรวไหมให้พี่ชายฟังละเอียดยิบ
“แพรวไหมกำลังทำความสะอาดอยู่ห้องพี่ลม?!” หลังจากที่น้องสาวเล่าจบ แผ่นภพเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เพราะในสัญญาระบุชัดเจนว่าเธอเพียงต้องทำหน้าที่ดูแลพี่ชายเขาอย่างใกล้ชิด ไม่ได้จ้างให้มาทำงานบ้านแบบนี้
“ใช่ค่ะ…นี่ก็ผ่านไปจะเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วนะคะ พี่ลมยังไม่ได้ไล่แพรวออกมาเลย” สายธารเสริม
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏตรงมุมปากขวาของแผ่นภพ นึกไม่ถึงว่าแพรวไหมจะทุ่มสุดตัวแบบนี้ นักจิตวิทยาคนก่อนๆที่เขาจ้างมา ไม่มีใครได้เคยย่างกรายเข้าไปในห้องนั้นเลย
อีกฟากหนึ่งของบ้าน
@ชั้นบน
“คุณลมคะ ออกไปรอที่ห้องนั่งเล่นก่อนดีกว่าไหม แพรวว่าอีกนานกว่าจะเสร็จ ห้องคุณใหญ่มาก” หลังจากที่ดูดฝุ่นบริเวณห้องนั่งเล่นสะอาดเอี่ยม แพรวไหมก็เดินกลับมายังห้องนอนใหญ่
“ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน เป็นแค่คนใช้อย่ามาสะเออะออกคำสั่ง!” ยัยนี่โคตรจุ้นจ้าน น่ารำคาญสุดๆ ไอ้ดินมันไปขุดมาจากหลุมไหนวะ!
“นี่คุณ แพรวพูดกับคุณดีๆนะ เป็นคนใช้แล้วไง ไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นเลยหรือไง!” โทนเสียงดุกร้าวบวกกับวาจาดูแคลนของเขา ทำให้แพรวไหมเริ่มโมโหแล้วเหมือนกัน ความอดทนของคนมีขีดจำกัดนะโว๊ย!
“เออ … คนใช้อย่างเธอควรจะหุบปาก แล้วทำหน้าที่ตัวเองซะ เอาปากทำเมื่อไหร่งานจะเสร็จวะ!” วายุเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟา ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวเพราะโกรธจัด สองขายาวก้าวมาข้างหน้า ด้วยความที่เขามองไม่เห็น จังหวะก้าวขาเท้าของเขาเหยียบลงบนถังน้ำที่แพรวไหมเตรียมมาไว้สำหรับถูพื้นอย่างจัง ทำให้เขาลื่นไถลล้มไม่เป็นท่า
“โอ้…มาย!”
“เชี่ยเอ้ย…เอามาวางทำห่าอะไรตรงนี้วะ!” เขาสบถออกมาอย่างหัวเสียในขณะที่พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง มือหนาอีกข้างทุบลงบนพื้นด้วยความโมโห เธอก็รู้ว่าเขาตาบอด ยังเอาของมาวางระเกะระกะขวางทางเดิน
“คุณลม!” แพรวไหมวิ่งปราดเข้าไปหาวายุด้วยความตกใจ มือเล็กยื่นไปคว้าที่ท่อนแขน หมายจะช่วยประคองให้เขาลุกขึ้นยืน
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน!” มือใหญ่ยื่นมาผลักอย่างแรง ดันผลักโดนหน้าผากซะด้วย จนเธอกระเด็นไปไกล ท้ายทอยกระแทกเข้ากับผนังห้องอย่างจัง
พลั่ก!
“โอ๊ยยย! คุณแกล้งตาบอดหรือเปล่าเนี่ย ทำไมมือแม่นอย่างนี้!” ปากเล็กอ้าต่อว่าคนใจร้าย มือเรียวยกขึ้นมาลูบท้ายทอยตัวเองไปมา เธอเจ็บ
“ไสหัวออกไป ก่อนที่ฉันจะโมโหมากกว่านี้!” วายุออกคำสั่งเสียงดุกร้าว
“คุณลม คุณต้องขอโทษแพรว ไม่ใช่มาเกรี้ยวกราดใส่กันแบบนี้ ทำแพรวเจ็บ แล้วยังมีหน้ามาด่าอีก!” สาวร่างเล็กค่อยๆประคองตัวเองลุกขึ้นยืน คนอะไรนิสัยโคตรสวนทางกับหน้าตา
“ประสาทแดกหรือไงวะ วางของเกะกะขวางทางตีนฉันแล้ว ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก ไสหัวออกไป อย่าเข้ามาเหยียบห้องนี้อีกเด็ดขาด!” คนกำลังโกรธจัดเด้งตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ถ้ามองเห็น มีหวังได้จับอีกคนเหวี่ยงลงหน้าต่างไปแล้ว เจ้าหล่อนจะไม่มีโอกาสได้ยืนเถียงเขาฉอดๆแบบนี้หรอก
“นึกว่าตาบอดอย่างเดียว สมองเสื่อมด้วยเหรอเนี่ย บอกแล้วไงว่าป้าบัวตองป่วย หอบสังขารขึ้นมารับใช้คุณไม่ไหวหรอก!” แพรวไหมโต้อย่างเหลืออด เขาโกรธเป็นคนเดียวหรือไงกัน เธอเองก็กำลังโมโหจนเลือดขึ้นหน้าเหมือนกันแหละ ตวาดใส่กันอยู่ได้!
“นี่เธอ หุบปากก่อนที่ฉันจะฆ่าเธอทิ้ง!” วายุควันออกหู เขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตอนนี้ร่างกายสั่นเทิ้มไปหมด ไม่มีใครหน้าไหนกล้าพูดกับเขาแบบนี้มาก่อน
“ไม่หุบ แพรวไม่กลัวคุณหรอก จำไว้เลยนะคนอย่างแพรวไหมไม่ให้ใครมาจิกหัวด่าได้ง่ายๆ ด่ามาด่าตอบทันที ไม่สนคนตาบอดตาดี!” เธอจ้องหน้าของคนขี้วีนไม่ลดละ
“วันหลังให้อิงขึ้นมา เธอห้ามเข้ามาเหยียบห้องนี้อีกเด็ดขาด ฉันไม่ชอบเธอ!” คนเจ้าอารมณ์ยื่นคำขาดเสียงแข็ง
“สมองเสื่อมจริงๆด้วย อิงดาวเปิดเทอมแล้ว ถึงคุณจะไม่ชอบแพรว เราสองคนก็คงหนีกันไม่พ้นหรอก”
‘อิงดาว’ เป็นลูกสาวของคนใช้เก่าแก่ที่นี่ เมื่อแม่เธอเสียชีวิต บ้านวรโชติเมธีจึงรับอุปการะต่อ ดูแลเสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน ส่งเสียให้ร่ำเรียน
ตอนนี้อิงดาวกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย
“ไอ้ดินอยู่ไหน ไปตามไอ้ดินมาหาฉันเดี๋ยวนี้!” เป็นอีกครั้งที่เขาตวาดก้องออกมาด้วยความฉุนเฉียว
“คุณดินเข้าไร่ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว ไม่มีใครว่างอยู่รับใช้คุณหรอก ชอบหรือไม่ชอบยังไง คุณก็ต้องทนอยู่กับแพรว!” เธอเองก็ตวาดใส่เขาเสียงดังลั่น คิดว่าตาบอดแล้วเธอจะยอมอ่อนข้อให้เหรอ คิดผิดแล้วจ้า คนอย่างแพรวไหมด่ามาด่าตอบทันที
“โธ่เอ๊ยยย!” วายุแตะถังน้ำให้กระเด็นไปยังทิศทางที่สาวใช้ปากร้ายยืนอยู่ แม้จะมองไม่เห็น แต่เขามีประสาทสัมผัสด้านการได้ยินดีเยี่ยมเลยทีเดียว อาจเป็นเพราะอยู่ในโลกมืดมากว่าห้าปีแล้ว เขารู้ว่าตอนนี้เธอยืนอยู่จุดไหนของห้อง
เคร้งงง!!!
“โอ๊ยยย…ไอ้คุณลมบ้า เป็นนักบอลเก่าหรือไงวะ ถึงได้แตะแม่นขนาดนี้” คราวนี้ถังน้ำลอยมาโดนที่หน้าขาของเธอเต็มๆ จนร่างเล็กๆเซถลาหน่อยๆ
“ไปเรียกน้ำมาให้ฉัน!” เป็นอีกครั้งที่เขาออกคำสั่งเสียงดังลั่น
“ขอร้องแพรวดีๆสิคะ แพรวจะไปเรียกเธอมาให้” แพรวไหมทำเสียงอ่อนเสียงหวาน เธอจงใจกวนประสาทเขาเล่นๆ
“นี่เธอ!” ใบหน้าหล่อคมบิดเบี้ยวเพราะกำลังโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง ไม่เคยมีใครกล้าขัดคำสั่งเขาแบบนี้มาก่อน
“แล้วแต่นะ คุณน้ำเธออยู่ในสวนหน้าบ้านโน้นค่ะ มีปัญญาเดินลงบันไดเองหรือเปล่าล่ะ” แพรวไหมพูดแทงใจดำเขา
สายธารเคยบอกว่าวายุมักจะขังตัวเองอยู่แต่ในห้องนอน มีเดินไปห้องนั่งเล่นบ้าง วนเวียนอยู่แบบนั้น ตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอยู่บนชั้นสองของบ้านตลอด ไม่ยอมก้าวขาลงมาชั้นล่างเลยแม้แต่ครั้งเดียว
พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!
“โธ่เว๊ยย!” วายุทุบมือลงพนักโซฟาหนักๆหลายครั้งติดเพื่อระบายความคุกรุ่นในใจ เขาอยากบีบคอเจ้าหล่อนให้ตายคามือไปเลยเสียตอนนี้ ไม่เคยพบเจอใครปากดีเท่านี้มาก่อน
“ถ้าตามองเห็น คงไม่ได้เสียเวลาทุบโซฟาแบบนั้นหรอกจริงไหม” แพรวไหมยังคงเดินหน้ายั่วโทสะเขาอย่างต่อเนื่อง เจอแบบนี้บ่อยเข้า อีกคนคงอยากไปรักษาดวงตาอย่างแน่นอน
“ยัยบ้าเอ๊ยยย…หุบปากแล้วไปตามน้ำมาให้ฉัน ก่อนที่ฉันจะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่” เขาพูดเสียงต่ำลอดไรฟัน มือหนาตบพนักพิงโซฟารัวๆ
“บอกแพรวดีๆ พูดกับแพรวเพราะๆสิคะ”
คนกำลังจะสติแตกสูดลมหายใจลึก
“ช่วยไปตามน้ำให้หน่อย” วายุบอกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น เขาทิ้งตัวนั่งลงบนที่นอน ยกสองมือขึ้นมากุมขมับ บอกเลยว่าตอนนี้รู้สึกอึดอัดคับแค้นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ชักอยากจะเห็นหน้ายัยนี่แล้วสิ
แพรวไหมยิงยิ้มอย่างผู้ชนะ แม้โทนเสียงของเขาจะแฝงไว้ด้วยความแข็งกระด้าง แต่ความดุกร้าวก็ลดลงมาบ้างแล้ว
“เธอช่วยไปตามน้ำให้ฉันหน่อยนะ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเยอะ
“ได้ค่ะ คุณลมรอแพรวสักครู่นะคะ” เธอเอ่ยบอกคนหน้ายักษ์พลันหันหลังเดินออกไปจากห้อง
วายุยกมือขึ้นมานวดขมับตัวเองรัวๆ เมื่อกี้เขาเกือบจับยัยคนใช้โยนออกไปนอกหน้าต่างแล้ว






