เรื่องย่อ
จ้าวพยัคฆ์ต้องซ่อนตัวอยู่ในคฤหาสน์หลังโทรมที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางหุบเขา และท้องทุ่งอันแสนจะแห้งแล้ง ใช้ชีวิตแบบตื่นกลางคืน นอนกลางวัน ไม่สามารถออกไปพบผู้คนได้ อยู่แบบตายทั้งเป็น เห็นแสงอาทิตย์ยามเช้าล่าสุดก็เมื่อสามปีที่แล้ว เขาจะก้าวขาออกนอกอาณาเขตคฤหาสน์เมื่อฤดูหนาวมาเยือนเท่านั้น อัญญาณีถูกส่งให้มาช่วยงานจ้าวพยัคฆ์ และด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาจะคอยหลบหน้าหล่อน แต่จะหลบได้สักกี่น้ำในเมื่อหล่อนเป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อะไรต้องรู้ให้ได้
ทดลองอ่าน
อ่านบทเปิดเรื่อง ซ่อนบทเปิดเรื่อง
ความลับของห้องใต้ดิน
สภาพของห้องใต้ดินไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่อัญญาณีจินตนาการเอาไว้ก่อนหน้าเลยสักนิด คิดว่าจะได้สัมผัสกับความอึมครึมมืดสลัวอันน่ากลัว ที่ไหนได้ ห้องนี้บรรยากาศปลอดโปร่ง โล่งสบาย และไม่ได้เป็นเพียงห้องใต้ดินธรรมดาทั่วไป
ในห้องนี้มีสระว่ายน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ถัดไปไม่กี่เมตรเป็นมุมนั่งเล่น พร้อมเตาผิง บรรยากาศโรแมนติกโคตรๆ และดูเหมือนว่าจะมีห้องนอนด้วย
อัญญาณีเดินสำรวจไปเรื่อยๆ สายตามองหาเจ้าของห้อง เธอระบายยิ้มกว้างออกมาในทันที เมื่อกลิ่นหอมหวานละมุนของดอกไม้นานาชนิดลอยโชยมาแตะจมูก สองขาเรียวเดินเร็วตามกลิ่นไป
เพียงครู่ต่อมา เธอถึงกับก้าวขาไม่ออก
อัญญาณียืนมองผู้ชายตรงหน้า มองอยู่อย่างนั้น เธอไม่อยากละสายตาไปไหน จ้าวพยัคฆ์มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ท่อนแขนดูแข็งแรง แผ่นหลังกว้างเป็น V Shape ช่างเพอร์เฟคไปเสียทุกส่วน ในที่สุดเธอก็มีโอกาสได้เจอเขาเสียที
“สวัสดีค่ะ” อัญญาณีเอ่ยทักทาย เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้เขาออกกำลังกายเสร็จแล้ว
ร่างสูงหันหน้ามาทางเสียงหวาน
“กรี๊ด!!!” อัญญาณีกรีดร้องออกมาดังลั่นด้วยความตกใจ เธอรีบหมุนตัววิ่งหนีสุดชีวิต
1บทที่ 15 นาที
@คฤหาสน์แสงเทียน
ร่างสูงยืนกอดอกทอดสายตามองไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย ทุกสิ่งอย่างรอบตัวช่างดูเงียบเหงา และอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเหลือคณนา บรรยากาศที่เขากำลังสัมผัสอยู่ตอนนี้ไม่ได้แตกต่างกับความรู้สึกข้างในใจของเขาเลย
“คุณเสือ คุณเสือครับ…ฟังลุงอยู่หรือเปล่า” ทองอินเรียกซ้ำ อีกคนเอาแต่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จา
“ว่าไงนะครับ” จ้าวพยัคฆ์ถามพ่อบ้านคนสนิท ก่อนหน้าเขาไม่ได้สนใจฟังอะไรเลย
“คุณจะรับเป็นอาหารเช้าหรืออาหารเย็นดีครับ” ทองอินเห็นว่าเวลาตอนนี้เกือบจะหกโมงเย็นอยู่แล้ว
“ทำอาหารเย็นให้ผมเลยดีกว่า บอกป้าทับทิมทำไว้เผื่อมื้อดึกเหมือนทุกครั้งเลยนะครับ” จ้าวพยัคฆ์เป็นคนที่ชอบใช้ชีวิตตอนกลางคืน
“เออ… มีอีกอย่าง คุณท่านจะส่งคนมาอยู่ที่นี่ เห็นบอกว่าจะเดินทางมาถึงอาทิตย์หน้านะครับ”
ชายหนุ่มละสายตาจากวิวตรงหน้า หันมามองพ่อบ้าน “คนของคุณพ่อเหรอ ใครกันครับ”
“คุณท่านยังไม่ได้บอกรายละเอียดกับผมเหมือนกันครับ เพียงแต่กำชับให้เตรียมห้องทำงานไว้รอ”
คิ้วเข้มขมวดสงสัย บิดาส่งคนมาทำงานที่นี่ ทำไมไม่ยอมบอกเขาสักคำ
“ผมคิดว่าคงเป็นคนที่คุณท่านไว้ใจมากๆ ไม่งั้นคงไม่กล้าส่งมาอยู่ที่คฤหาสน์แสงเทียนกับพวกเราหรอก”
“อย่าให้ขึ้นมาวุ่นวายบนนี้เด็ดขาด ฝากกำชับป้าทับทิมด้วยนะครับ”
“ครับ”
“ลุงครับ ยังไม่ต้องเอาอาหารขึ้นมาให้ผมนะ เย็นๆค่อยเอาขึ้นมา ผมจะลงไปสวนดอกไม้ก่อน”
ทองอินรับคำสั่งจากเจ้านายไปบอกกับภรรยาต่อ
“เหมือนเดิมนะทับทิม ทำอาหารเย็นเผื่อมื้อดึกด้วยเลย เสร็จแล้วยังไม่ต้องยกขึ้นไป คุณเสือจะลงไปสวนดอกไม้”
“อืม…เดี๋ยวฉันจัดการให้” พูดเพียงแค่นี้ แม่บ้านก็เข้าใจ เพราะเจ้านายนางเข้านอนเช้า ตื่นตอนพลบค่ำทุกวัน เป็นแบบนี้มาสามปีกว่าแล้ว
“ข้าสงสารคุณเสือจังเลยว่ะ” ชายสูงวัยบอกอย่างเหนื่อยใจ ตลอดสามปีที่ผ่านมากิจวัตรของเจ้านายมีนอนกับทำงาน สองอย่างเท่านั้นเอง
“นั่นนะสิแก จากคนที่เคยยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี กลายเป็นเสือยิ้มยากขังตัวเองอยู่แต่ในห้องซะงั้น”
“ยังดีที่ลงมาสวนดอกไม้บ้าง”
สวนดอกไม้หลังคฤหาสน์
ชายหนุ่มล้มตัวลงนอนราบไปกับพื้นหญ้าเขียวขจี แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ที่มีแสงแดดหลงเหลืออยู่เพียงรำไร พอได้เป็นแสงส่องสว่างนำทางให้ฝูงนกกาบินกลับรัง
เมื่อไหร่ชีวิตเขาจะได้เป็นอิสระเหมือนพวกมัน จะโบยบินไปไหนต่อไหนก็ได้ แขนหนายกขึ้นมาก่ายหน้าผากอย่างท้อแท้สิ้นหวัง
อีกสถานที่หนึ่ง
@กรุงเทพฯ (บริษัทฉัตรปริญวัฒนา)
“แกส่งข่าวไปบอกลุงทองอินหรือยังว่าหนูอัญจะเดินทางไปคฤหาสน์แสงเทียนอาทิตย์หน้า” สิงหาถามผู้ช่วยคนสนิท
“เรียบร้อยแล้วครับคุณสิง” สมคิดตอบเจ้านาย
“ดีมาก”
“เออ … ทำไมคุณต้องส่งเธอไปทำงานที่นั่นด้วยครับ”
“จะได้เป็นความลับที่สุดไง แกก็รู้ว่าฉันให้หนูอัญมาช่วยงานอะไร นอกจากพวกเราแล้ว คนอื่นก็ไม่ควรรู้เรื่องนี้” สิงหาว่า
“เหตุผลเดียวเหรอครับ” สมคิดข้องใจ
“แล้วแกคิดว่าไงล่ะ” ชายสูงวัยยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ขออนุญาตนะคะ” เป็นเสียงของปิ่นมณีที่กำลังเปิดประตูเข้ามาในห้อง
“กำลังอยากจะคุยด้วยพอดีเลย” สิงหาเอียงหน้าไปมองเลขาสาว
“ผมขอตัวนะครับ” สมคิดพาตัวเองออกไปจากห้องเพื่อให้คนทั้งสองได้คุยธุระกัน
“ปิ่น ขอบใจมากนะที่ช่วยจัดการทุกอย่างให้ ฉันดีใจมากที่หนูอัญยอมไปช่วยงานที่คฤหาสน์แสงเทียน” สิงหายิ้มปริ่ม ในแววตามีนัยบางอย่างซ่อนอยู่
“ยินดีค่ะ ยัยอัญเต็มใจไปช่วยงานคุณสิงอยู่แล้ว แต่ว่าปิ่นต้องไปอยู่เป็นเพื่อนน้องสักพักนะคะ” เลขาคนสวยบอก
“ได้สิ จะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกนะ ฉันมีสมคิดคอยช่วยอยู่แล้ว” เจ้านายรีบเปิดไฟเขียวให้
“ขอบคุณมากค่ะ”
“นอกจากพวกเราแล้ว ฉันไม่อยากให้ใครรู้เรื่องหนูอัญ รวมถึงไอ้เมฆ ธรณ์ และชาติก็รู้ไม่ได้เด็ดขาด” สิงหาพูดถึงลูกชายคนโต และน้องชายอีกสองคน
“ค่ะคุณสิง” ปิ่นมณีรับปากหนักแน่น มือเรียวยื่นเอกสารไปให้เจ้านาย “พรุ่งนี้เรามีประชุมกับหัวหน้าแผนกต่างๆตอนสิบโมงเช้านะคะ” เธอย้ำตารางงาน
ชายสูงวัยรับเอาเอกสารมาเปิดอ่าน
เย็นวันเดียวกัน
@คฤหาสน์แสงเทียน
ทองอินสืบเท้าเข้ามาหาเจ้านาย สายตามองไปที่โต๊ะกลางห้องเป็นอันดับแรก พบว่าอาหารทุกจานยังอยู่ในสภาพเดิม ไหนบอกว่าเย็นๆจะกินข้าว ไม่ยอมแตะอะไรอีกแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าครับลุง”
“ผมจะเข้าเมือง คุณเสือจะไปด้วยกันไหมครับ” ทองอินเห็นว่าหลายเดือนแล้วที่เจ้านายไม่ยอมก้าวขาออกนอกอาณาเขตคฤหาสน์เลย เขาต้องการพาอีกคนไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
“ลุงไปเถอะครับ” จ้าวพยัคฆ์ตอบ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง
พ่อบ้านสูงวัยมองเจ้านายอย่างนึกสงสาร แต่ก็ไม่กล้ารบเร้ามากกว่านี้ จำใจต้องปล่อยให้อยู่คนเดียว ตัวเองได้แต่เดินคอตกกลับลงไปห้องครัว
“หน้าหงอยลงมาแบบนี้ เจ้านายไม่ยอมออกไปด้วยล่ะสิ” ทับทิมถามอย่างรู้ทัน
“อือ”
“แกก็รู้ว่าคุณเสือจะออกไปข้างนอกเฉพาะหน้าหนาวเท่านั้น”
“ก็ลองชวนดูไง เผื่อเปลี่ยนใจ”
ผู้เป็นภรรยาได้แต่ส่ายหน้า รู้แหละว่าสามีรัก และห่วงใยเจ้านาย แต่ก็ไม่ควรไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวมากเกินไป นางเกรงว่าอีกคนจะอึดอัด
ส่วนคนบนห้องเอาแต่ยืนนับวันรอว่าเมื่อไหร่ลมหนาวจะพัดผ่านมาสักที
2บทที่ 29 นาที
@กรุงเทพฯ (บริษัทฉัตรปริญวัฒนา)
“คุณเมฆดูนั่น” แก้วใจเรียกคนที่นั่งอยู่ข้างกันพลันเชิดคางไปทางขวามือ
เจ้าของชื่อมองตามสายตาหล่อนไป
“ทุเรศ!” เมฆินทร์สบถออกมาอย่างหัวเสียเมื่อเห็นบิดาลงรถมาพร้อมกับเลขาสาวคนสนิทของท่าน
“มิน่าทำงานด้วยกันดึกดื่นทุกวัน” แก้วใจโยนฟืนเข้าไปในกองเพลิง
ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มบูดบึ้ง มือใหญ่เอื้อมไปเปิดประตู รีบก้าวขาลงจากรถ สาวเท้าไปทางบันไดอย่างเร่งรีบ จุดหมายคือฝ่ายการตลาด
แก้วใจรีบพาตัวเองเดินตามไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ร่างสูงเดินกระทืบเท้าเข้าไปในห้อง ทีท่าโกรธเกรี้ยว หน้าบึ้งราวกับเพิ่งไปกินรังแตนที่ไหนมา
“เมฆ มึงโอเคไหม” ธนธรณ์ถามหลานชาย
‘ธนธรณ์’ เป็นน้องชายของสิงหา และเป็นน้องเล็กสุดของบ้านฉัตรปริญวัฒนา เขาดูแลงานด้านการตลาดทั้งหมดของบริษัท
“อาธรณ์ ผมอยากรู้เรื่องยัยนั่น เออ…ผมหมายถึงปิ่นมณี” เมฆินทร์เปรย เขาจำเป็นต้องสืบประวัติของคนที่จะมาเป็นแม่เลี้ยง ต้องรู้ที่มาที่ไปของหล่อน
“ปิ่นมณีทำงานที่นี่ได้ปีกว่าแล้ว เรื่องส่วนตัวอื่นๆอาก็ไม่รู้มากไปกว่านี้หรอก เพราะเธอไม่ค่อยจะสุงสิงกับใคร”
“ฉันบอกคุณแล้วไงว่าหล่อนใช้มารยาหญิงไต่เต้า” ไม่มีใครถาม แต่แก้วใจอยากบอก
‘แก้วใจ’ เป็นผู้ช่วยของธนธรณ์ และเมฆินทร์ เธอทำงานที่นี่มาหลายปีแล้ว และชอบสอดรู้เรื่องของชาวบ้านเป็นที่สุด
“ถ้าเธอสนใจงานเหมือนที่เธอสนใจเรื่องของคนอื่น ป่านนี้คุณสิงหาคงเลื่อนตำแหน่งให้เธอบ้างแล้ว” ธนธรณ์อ้าปากดุผู้ช่วยสายกอสซิปทันควัน
“แก้วใจพูดความจริงครับอา เมื่อกี้ผมเห็นพ่อนั่งรถมากับแม่เลขาจอมยั่ว” เมฆินทร์กระโดดปกป้อง
“เมฆฟังอานะ พี่สิงโสด … เตรียมตัวเข้าประชุมได้แล้ว” ธนธรณ์รีบตัดบท ภรรยาพี่ชายเสียชีวิตหลายปีแล้ว คนไร้พันธะหากจะคบใครก็ไม่ผิด
“แต่ก็ไม่ควรเอาเด็กรุ่นลูกมาทำเมียแบบนี้” เมฆินทร์แย้งอย่างหัวเสีย
คนเป็นอาได้แต่ส่ายหน้าเหนื่อยหน่าย งานแต่ละวันก็ยุ่งมากพอแล้ว ยังต้องมาโดนจี้ถามอะไรแบบนี้อีก
เวลาต่อมา
@ห้องประชุมฉัตรปริญวัฒนา
“ที่ผมเรียกประชุมเช้านี้ก็ไม่มีอะไรมาก ผมแค่อยากประกาศให้ทุกท่านทราบโดยทั่วกันว่าตอนนี้ผมได้พิจารณาแต่งตั้งให้คุณปิ่นมณีขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อคนใหม่แล้ว” สิงหาแจ้งในที่ประชุม
‘สิงหา’ ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทฉัตรปริญวัฒนา
‘ฉัตรปริญวัฒนา’ เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องหอมหลากประเภท เช่น เทียนหอมอโรมา ธูปหอม น้ำหอมกระจายกลิ่น อโรมาเทอราพี และผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมากมาย
เมฆินทร์ดีดตัวลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความโมโห ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไรก็โดนคนเป็นพ่อสกัดดาวรุ่งเอาไว้เสียก่อน
“ผมยังพูดไม่จบ” เสียงทรงอำนาจของประธานใหญ่ดังขึ้น คนเป็นลูกได้แต่กัดฟันกรอด ทิ้งสะโพกนั่งลงตามเดิม
“คุณปิ่นมณีจะเข้ามาดูแลเรื่องการจัดซื้อวัตถุดิบของบริษัทเรา และมีอำนาจเต็มในการจัดซื้อสินค้าทุกรายการ”
จังหวะนี้เมฆินทร์ปรายตาไปมองเลขาคนสนิทของบิดาที่กำลังยิ้มแป้นรับตำแหน่งใหม่ มันน่าเจ็บใจสิ้นดี!
“ธนธรณ์ ชาติชัย ผมเห็นว่าช่วงนี้งานของพวกคุณล้นมือก็เลยหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ” ประโยคนี้สิงหาพูดกับน้องชายทั้งสอง ที่ท่านพูดแบบนี้เพราะก่อนหน้าพวกเขาดูแลเรื่องจัดซื้อวัตถุดิบของบริษัทโดยตรง
ทั้งสองพยักหน้ารับทราบ
“ชาติชัย ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ทุกการสั่งซื้อคุณสามารถประสานงานกับคุณปิ่นมณีได้เลยนะ” สิงหาบอกกับน้องคนรอง ผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับการผลิตสินค้า
“ครับผม” ชาติชัยตอบรับ
“มีอีกอย่าง …ช่วงนี้ผมอาจจะไม่ได้เข้ามาบริษัทบ่อยนัก พวกคุณสามารถติดต่อผมผ่านทางคุณสมคิด หรือคุณปิ่นมณีได้เลย มีใครต้องการสอบถามอะไรเพิ่มเติมไหมครับ” สิงหาถาม
ปราศจากคำถามใดๆ จากพนักงาน
เมื่อได้แจ้งในสิ่งที่ต้องการ ประธานใหญ่ก็ได้กล่าวปิดการประชุมเพื่อให้ทุกคนได้แยกย้ายกันไปทำงานต่อ
เมฆินทร์เดินตามหลังบิดามาที่ห้องทำงานของท่าน เขามีบางอย่างที่อยากจะเคลียร์
“แกมีอะไรจะพูดกับฉันอีก ประชุมจบ คนไม่จบ” สิงหาบ่นอุบ
“ผมเป็นลูกแท้ๆ แต่ไม่มีตำแหน่งใหญ่ในบริษัทของพ่อตัวเองเลย” เมฆินทร์โพล่งออกมาอย่างสุดจะทน ตอนนี้เขาช่วยงานอยู่ที่ฝ่ายผลิต และจัดหาวัตถุดิบ หากไล่ดูตามพีระมิด ก็ ถือว่าอยู่ใต้บังคับบัญชาของยัยปิ่นมณี ซึ่งเป็นอะไรที่รับไม่ได้!
คนเป็นพ่อถอนหายใจเสียงดัง
“แต่พ่อกลับแต่งตั้งให้เด็กเมื่อวานซืนขึ้นมาเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อแทนที่จะเป็นผม” เมฆินทร์ว่าอย่างตัดพ้อ เขาน้อยใจที่บิดาเห็นคนอื่นดีกว่าลูกในไส้ตัวเอง คงหลงเสน่ห์หล่อนจนโงหัวไม่ขึ้นสิท่า
“แกเพิ่งจะกลับมาช่วยงานฉันได้สามเดือนเองนะ ถามจริงเถอะถ้าไม่หมดตัวจะโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นไหม” สิงหาเองก็สุดจะทนกับลูกคนนี้แล้วเหมือนกัน
ชายหนุ่มได้แต่ยืนกัดฟันข่มอารมณ์โกรธเอาไว้ เพราะสิ่งที่บิดาพูดถูกเผง ถ้าธุรกิจไม่ล้มละลาย เขาคงไม่แบกหน้ากลับมาเมืองไทยหรอก
เมฆินทร์เคยทำธุรกิจส่วนตัว และไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศหลายปี เมื่อธุรกิจพังไม่เป็นท่าเลยตัดสินใจกลับมาเมืองไทย ที่พังส่วนหนึ่งเป็นเพราะโดนอดีตคนรักหักหลัง เขาเลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเกิด
“แกอายุสามสิบสามแล้วนะเมฆ ได้เวลาลุกขึ้นมาจริงจังกับชีวิตเสียที” คนเป็นพ่อพูดทิ้งท้ายให้คิด โง่ให้ผู้หญิงหลอกอยู่ได้ตั้งหลายปี
“ผมก็จริงจังกับชีวิตมาตลอด” คนล้มอย่าข้ามดิวะ
“ปิ่นมณีมีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่งทุกประการ และเธอก็อายุ 28 ปี แล้ว ไม่ได้เด็กอย่างที่แกคิด”
‘ถ้าเทียบกับพ่อก็คนละรุ่นอยู่ดี’ อยากตอกหน้าบิดาเหลือเกิน ทว่าตอนนี้คงต้องสงบปากสงบคำเอาไว้ก่อน เขาอยู่ในฐานะต่อรองอะไรไม่ได้
“ผมไม่อยากฟังสรรพคุณของหล่อน”
“เขาเรียกว่าคุณสมบัติ” คนเป็นพ่อแย้ง
“จะเรียกอะไรก็ช่างเถอะ ผมไม่อยากฟัง”
“แกควรเรียนรู้งานจากเค้า” สิงหาแนะนำลูกชาย
“มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ผมจะทำ ผมขอตัวนะพ่อ” เดินขึงขังออกไปอย่างไว จะให้เรียนรู้งานจากหล่อนเหรอ ไม่มีทาง!
เป็นอีกครั้งที่ชายสูงวัยต้องพ่นลมหายใจออกมาอย่างปลงตก
อีกสถานที่หนึ่ง
@คฤหาสน์แสงเทียน
“เสียงดังรบกวนขึ้นไปถึงชั้นบนหรือเปล่าครับ ลุงจะได้หยุดทำก่อน” ทองอินเห็นเจ้านายเดินลงมาสอดส่อง ตอนนี้เขากับภรรยากำลังตกแต่งห้องไว้รอต้อนรับแขกของคุณท่าน เกรงว่าเสียงเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์จะทำให้อีกคนนอนไม่หลับเอา
ร่างสูงหยุดยืน กวาดสายตามองไปรอบๆห้องร่วมสิบนาที
“ไม่มีเสียงรบกวนหรอกครับ ผมชักอยากจะรู้แล้วสิว่าพ่อส่งใครมา ถึงขนาดต้องตกแต่งห้องใหม่ยกชุดแบบนี้” จ้าวพยัคฆ์ตั้งข้อสงสัย เฟอร์นิเจอร์เก่าในห้องนี้ได้ถูกทดแทนด้วยเฟอร์นิเจอร์ใหม่สไตล์โมเดิร์นเรียบร้อยแล้ว
“คุณท่านอยากได้บรรยากาศสดชื่นผ่อนคลาย สบายตา ป้ากับลุงก็เลยจัดให้” แม่บ้านบอกยิ้มๆ แอบตื่นเต้นที่จะมีสมาชิกใหม่ย้ายเข้ามาอยู่
“ป้าทับทิมครับ ตอนเย็นไม่ต้องยกอาหารขึ้นไปให้ผมนะ ดึกๆผมจะลงมาหาทานในครัวเอง”
“ค่ะ”
“ผมจะขึ้นไปนอนเลย วันนี้อาจจะตื่นช้าหน่อย ฝากลุงไปเปิดน้ำที่สวนดอกไม้ให้ผมด้วยนะครับ” จ้าวพยัคฆ์ถือโอกาสวานพ่อบ้าน ปกติเขาจะเป็นคนดูแลสวนเอง
“ครับผม” ทองอินรู้ดีว่าถ้าเจ้านายเข้านอนสิบโมงเช้าแบบนี้ จะตื่นอีกทีประมาณสองสามทุ่มโน้นแหละ
เย็นวันเดียวกัน
@คอนโดของปิ่นมณี
ปิ่นมณีหยิบเสื้อแขนยาวออกมาจากตู้เสื้อผ้า เบือนหน้าไปมองคนที่กำลังจัดกระเป๋าเดินทาง
“อัญเสื้อกันหนาวพวกนี้ทำไมบางจัง จะกันลมได้หรือเปล่าเนี่ย บางแบบนี้เอาไปด้วยก็ใช้ไม่ได้หรอก”
“ถึงจะบางแต่ก็อุ่นแน่นอนค่ะ” อัญญาณีตอบญาติผู้พี่
ปิ่นมณีหยิบบัตรเครดิตออกมาจากกระเป๋าสตางค์ ยื่นให้กับน้องสาว “แกออกไปหาซื้อเสื้อกันหนาวใหม่นะ เอาแบบคุณภาพดีที่สุด ราคาเท่าไหร่ก็จ่ายไปเลย”
“ที่บอกว่าจะให้อัญไปช่วยงานคุณสิง แท้จริงแล้วพี่จะพาอัญไปทัวร์อลาสก้าใช่ไหม” คนน้องมองหน้าพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ ก็อีกคนย้ำเรื่องเสื้อกันหนาวเกินสิบรอบแล้ว
“ทำตามที่พี่บอกเถอะ อีกอย่างคฤหาสน์แสงเทียนอยู่ไกลจากตัวเมืองพอควร ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องเอาติดกระเป๋าไปให้ครบนะ”
“เจ้าค่ะ” คนน้องลากเสียงยาว
“คืนนี้พี่มีธุระกับคุณสิง อาจจะกลับดึกหน่อย แกรีบไปจัดการเรื่องเสื้อกันหนาวแล้วกัน และคืนนี้มานอนที่คอนโดกับพี่นะ” ปิ่นมณีย้ำ เพราะปกติน้องสาวจะนอนอยู่ที่บ้านตัวเอง
“พี่ปิ่นคฤหาสน์แสงเทียนอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยเหรอคะ” อัญญาณีขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
คนพี่ยกแขนขึ้นมองนาฬิกาที่ข้อมือ “พี่ต้องไปแล้ว กลัวรถติด”
“พี่ปิ่นยังไม่ตอบคำถามอัญเลยนะ”
“เดี๋ยวแกก็ได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ค่อยกางแผนที่ประเทศไทยเทียบดู” พูดจบ ปิ่นมณีก็คว้ากระเป๋าเดินลิ่วออกจากห้อง
คนถามได้แต่ขมวดคิ้วสงสัย ทุกอย่างเกี่ยวกับคฤหาสน์แสงเทียนดูมีลับลมคมในไปหมด
3บทที่ 35 นาที
@บ้านฉัตรปริญวัฒนา
พอก้าวขาเข้ามาในห้องรับแขกสุดหรู พบว่าเจ้าของบ้านนั่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว ปิ่นมณีค้อมศีรษะทักทายอย่างนอบน้อม
สิงหายิ้มต้อนรับ และผายมือให้แขกคนพิเศษนั่ง
“คุณสิงมีธุระอะไรกับปิ่นเหรอคะ” ปิ่นมณีถามอย่างแปลกใจ เพราะได้รับข้อความจากอีกคนให้มาหาถึงที่บ้าน ทั้งที่เราสองคนเพิ่งจะแยกกัน
“ช่วงนี้ฉันอยากจะขอร้องให้ปิ่นย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยกัน” สิงหาบอกพลางดันซองเอกสารไปให้เลขาสาว อีกฝ่ายเปิดซองดู
“มิน่า… คุณสิงถึงไม่อยากเข้าบริษัท” ปิ่นมณีรู้สึกตกใจไม่น้อย เพราะในเอกสารระบุว่าเจ้านายเพิ่งจะผ่านการผ่าตัดใหญ่มา และเธอก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ท่านแอบไปผ่าตัดตอนไหนเนี่ย
“หมอสั่งให้ฉันพักผ่อนเยอะๆ สั่งห้ามไม่ให้เดินทาง เกรงว่าจะกระทบต่อแผล ฉันกังวลเรื่องที่พวกเรากำลังตามสืบ หากปิ่นย้ายมาอยู่ที่นี่ มันก็จะสะดวกต่อการสื่อสารกัน”
ไม่ต้องขยายความมากไปกว่านี้ ปิ่นมณีก็เข้าใจแล้ว “กลับจากคฤหาสน์แสงเทียน ปิ่นจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ค่ะ” เธอรับปากโดยไม่มีข้อแม้ เพราะสิงหาคือผู้มีพระคุณ
“งั้นฉันจะให้คนไปจัดการเรื่องข้าวของ และเตรียมห้องไว้รอเลยนะ” ชายสูงวัยยิ้มโล่งอก
“ค่ะ”
“ผมมาผิดเวลาหรือเปล่าครับเนี่ย” เสียงทุ้มเข้มถามขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“แกเกิดครึ้มอกครึ้มใจอะไรถึงได้โผล่หน้ามาหาฉัน” สิงหาทักทายลูกชาย
“กลัวตาแก่จะเหงาก็เลยแวะมาหา ไม่คิดว่าจะมา…” เจอแจ็คพอตแบบนี้ เมฆินทร์ตอบบิดา หางตาปรายไปทางแม่เลขาจอมยั่ว
ปิ่นมณีรีบเบือนหน้าหลบสายตาเหยียดหยามของคนพาล
“พ่อต้องรู้จักพักผ่อนบ้างนะครับ ไม่ใช่มานั่งทำงานทั้งวันทั้งคืนแบบนี้” น้ำเสียงติดประชดชัดเจน
“คุณสิงปิ่นไม่รบกวนแล้วนะคะ” บรรยากาศในห้องรับแขกเริ่มกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย ปิ่นมณีไม่อยากอยู่ต่อแล้ว
เจ้าของบ้านพยักหน้า อีกคนรีบพาตัวเองออกไปจากตรงนี้
“พ่อ ผมไปเอาไวน์ที่รถแป๊บหนึ่งนะ” เมฆินทร์บอก
นอกบ้าน
“ทางลัดสู่ความสำเร็จ …เก่งอย่างเดียวไม่พอ ลีลาต้องเด็ดถึงใจด้วย” เมฆินทร์พูดพร้อมกับมองเหยียดคนตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้า
“นี่คุณอย่ามาใส่ความฉันนะ” ปิ่นมณีโต้กลับด้วยอารมณ์เดือดดาล
“รู้ด้วยเหรอว่าฉันกำลังพูดถึงเรื่องอะไร” เมฆินทร์เหยียดยิ้มหยัน
“เดาทางไม่ยากหรอก เพราะคนอย่างคุณคงคิดได้แต่เรื่องชั่วๆ”
“หึ หึ หึ” เมฆินทร์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
มือเล็กกำเข้าหากันแน่น เธอนึกอยากตะบันหน้ายียวนนั่นสักหมัดสองหมัด
“น่าเสียดายว่ะ ยังสาวอยู่เลย หน้าตาก็พอไปวัดไปวาได้ ไม่น่าคิดสั้นแบบนี้ ถามจริงเถอะ ร้อนเงินหนักถึงขนาดต้องเอาคนแก่คราวพ่อมาทำผัวเลยเหรอ…คุณแม่เลี้ยง”
เพี๊ยะ!!!
ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไปตามแรงตบของฝ่ามือเล็ก
“นี่เธอ!”
“อย่ามาพูดจาดูถูกฉันอีก!” ปิ่นมณีชี้หน้าขู่
“คราวหน้าอย่าหวังว่าจะได้ตบฉันฟรีๆแบบนี้” เมฆินทร์ บอกพลางใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มเพื่อระงับความเจ็บจากแรงตบเมื่อครู่
“ก็ลองพูดให้ฉันอีกสิ” ปิ่นมณียักไหล่ไม่แยแส ก้าวขึ้นไปนั่งในรถ และขับออกไปอย่างรวดเร็ว
“ฝากไว้ก่อนนะยัยแม่เลี้ยงหน้าละอ่อน!” เมฆินทร์ยืนกัดฟันกรอดอยู่คนเดียว
อีกสถานที่หนึ่ง
@คฤหาสน์แสงเทียน
“พรุ่งนี้ลุงช่วยเข้าเมืองไปซื้อของให้ผมตามนี้ด้วยนะครับ” จ้าวพยัคฆ์ยื่นกระดาษให้พ่อบ้าน
ชายสูงวัยรับกระดาษมาอ่านทวน “หัวเชื้อน้ำหอมและไวน์”
“ครับ มีเพียง 2 รายการ”
“ครับผม” ทองอินรับปาก และมองไปยังโต๊ะอาหาร พบว่าเจ้านายยังไม่ได้แตะอะไรเลย เฉกเช่นทุกครั้ง
“คุณเสือทานข้าวบ้างนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” ทองอินเอ่ยขึ้น เขาเห็นว่าอีกคนไม่ยอมกินอะไรเลยมาหลายวันแล้ว
“ป่วยตายไปเลยยังดีกว่าตายทั้งเป็นแบบนี้นะครับ” จ้าวพยัคฆ์บอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาท้อแท้ แววตาคู่เศร้าทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย
“คุณเสืออย่าพูดแบบนี้อีกนะครับ”
“ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใคร ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกทำไม” จ้าวพยัคฆ์ระบายความอัดอั้นในอก
“ใช่ว่าคุณจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปสักหน่อย” ทองอินพยายามปลอบ
“ผมไม่อยากมีชีวิตอีกต่อไปแล้ว ผมไม่อยากรออะไรทั้งนั้น” ตาคมหรี่ลงมองพื้นอย่างคนสิ้นหวัง
“คุณเสือออกไปข้างนอกบ้างสิครับ ไม่ใช่กักบริเวณตัวเองแบบนี้” ทองอินแนะนำ เพราะหลายเดือนแล้วที่อีกคนไม่ยอมก้าวขาออกจากคฤหาสน์เลย
จ้าวพยัคฆ์แค่นหัวเราะออกมาอย่างนึกสมเพชตัวเอง
“ผมมีสิทธิ์ออกไปเจอผู้คนข้างนอกด้วยเหรอครับ”
ชายสูงวัยลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตามองใบหน้าเจ้านายด้วยความเห็นใจระคนสงสาร
“คุณเสือยังมีคุณท่าน มีพี่ชาย และพวกเรา คุณไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกใบนี้”
ใบหน้าเครียดขรึมส่ายไปมาสองสามที
“ลุงยกอาหารพวกนี้ลงไปด้วยเลยนะ ผมอยากดื่มมากกว่า”
คนโดนไล่ทางอ้อมพยักหน้ารับคำสั่ง
4บทที่ 45 นาที
วันใหม่
@คฤหาสน์แสงเทียน
ตาคมวาวจ้องปฏิทินตั้งโต๊ะ มือหนายกน้ำชาขึ้นมาจิบ
“อีกไม่กี่วันก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้วครับ” ทองอินเอ่ยขึ้น
“หนาวสักทีผมรอมานานเหลือเกิน” จ้าวพยัคฆ์มีท่าทีตื่นเต้นนิดๆ ฤดูหนาวเป็นฤดูแห่งความสุขของเขา
“ของที่คุณเสือสั่งเมื่อวานผมเอาไปไว้ในห้องทำงานให้แล้วนะครับ” ทองอินพูดถึงหัวเชื้อน้ำหอม และไวน์
“ขอบคุณมากครับลุง”
“พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปทำธุระในเมืองอีก คุณเสืออยากได้ของใช้อะไรเพิ่มไหมครับ”
“ไม่ครับลุง ลมหนาวพัดมาเมื่อไหร่ผมค่อยออกไปซื้อเองดีกว่า อยากเข้าเมืองเต็มทีแล้ว”
“เออ…มีอีกอย่าง คนของคุณท่านจะเดินทางมาถึงพรุ่งนี้นะครับ คุณปิ่นจะเป็นคนมาส่งเธอ”
“ผมคิดว่าพ่อจะเป็นคนมาส่งเองเสียอีก” ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างประหลาดใจ
“เห็นบอกว่าคุณปิ่นจะมาอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเธอสักพัก”
“นอกจากปิ่นแล้ว ห้ามคนอื่นขึ้นมาวุ่นวายบนนี้เด็ดขาดนะครับ” เอ่ยย้ำกฎเหล็กอีกหน
ชายสูงวัยผงกศีรษะรับทราบ และก็เป็นจังหวะที่ใครบางคนโทรเข้ามาพอดี
ครืน ครืน ครืน (เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของทองอิน)
“ผมขอตัวนะครับคุณเสือ” ทองอินบอก แล้วเดินออกไปจากห้อง
บทสนทนาทางโทรศัพท์
ทองอิน (สวัสดีครับคุณท่าน)
สิงหา (ไอ้เสือเป็นยังไงบ้าง)
ทองอิน (ใช้ชีวิตกลางคืน ไม่ยิ้มแย้ม ถามคำตอบคำ ทุกอย่างเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือช่วงนี้ไม่ค่อยกินข้าว เน้นหนักไปทางดื่มเสียมากกว่า)
สิงหา (…) ถอนหายใจเฮือกใหญ่
จังหวะนี้ เมฆินทร์เปิดประตูเดินเข้ามาในห้อง คนที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจ และรีบกดวางสาย
“พ่อเป็นไรเนี่ย ทำหน้ายังกับเห็นผี”
“คราวหน้าคราวหลังแกต้องเคาะประตูด้วย ไม่ใช่เดินพรวดพราดเข้ามาแบบนี้” ชายสูงวัยออกคำสั่งเสียงเข้ม
“กับลูกตัวเองทำเป็นมีพิธีรีตอง” เมฆินทร์ว่าอย่างตัดพ้อ สาดสายตามองไปที่แม่เลขาจอมยั่ว ทีหล่อนบิดาอนุญาตให้อยู่ในห้องนี้ได้ทั้งวัน แถมกลางคืนยังเรียกไปทำโอทีที่บ้านต่ออีก เขาขึ้นมาเป็นประธานบริษัทเมื่อไหร่จะไล่ยัยนี่ออกคนแรกเลย คอยดูนะ!
“แกเข้ามาหาฉันมีธุระอะไร”
“มีคนไม่เซ็นใบสั่งซื้อให้ผม แบบนี้ผมจะเอาวัตถุดิบที่ไหนไปให้ฝ่ายผลิต” เมฆินทร์บอกพลางยื่นเอกสารรายการสั่งซื้อไปให้ประธานใหญ่ดู
“ไขถั่วเหลืองกับแก้วใส่เทียนหอม” สิงหาขมวดคิ้วสงสัย ทำไมปิ่นมณีไม่ยอมเซ็นอนุมัติ ทั้งที่เป็นสองไอเท็มสำคัญ
“ปิ่นอธิบายได้ค่ะคุณสิง” ปิ่นมณีบอกกับเจ้านาย
ทว่าคนที่เลิกคิ้วรอฟังคำตอบคือเมฆินทร์
“สินค้าสองรายการนี้รวมกันเป็นเงินสูงถึงสองล้านบาท มันเยอะไปไหมคะ” ประโยคนี้ปิ่นมณีถามเมฆินทร์
“เธอก็เอาเครื่องคิดเลขไปคูณดูสิ ราคาต่อชิ้นก็มีมาให้แล้ว เราต้องการสินค้าเยอะ เราก็ต้องจ่ายเยอะเป็นธรรมดา” เมฆินทร์ตอบ เรื่องง่ายๆแค่นี้ยังต้องให้มาเสียเวลาอธิบาย
“ไม่มีบริษัทอื่นมาให้เปรียบเทียบราคาเลย ยังไงฉันก็ไม่เซ็นหรอก เงินเยอะขนาดนี้อย่างน้อยๆคุณต้องมีใบเสนอราคาจากบริษัทอื่นๆมาให้ฉันดูด้วย คุณควรหาซัพพลายเออร์รายใหม่เพิ่มเพื่อเป็นตัวเลือก” ปิ่นมณียื่นคำขาด
“แต่สองบริษัทนี้ส่งวัตถุดิบให้เรามานานแล้วนะ” เมฆินทร์แย้ง ธนธรณ์เป็นคนให้ข้อมูลนี้กับเขา
“เราไม่ได้ทำธุรกิจแบบผูกขาด” ปิ่นมณีสวนทันควัน
“เวลาจำกัดขนาดนี้ผมจะไปหาซัพพลายเออร์ใหม่ได้จากที่ไหน” เมฆินทร์ถามเสียงแข็ง เพราะมีออเดอร์ที่เขาต้องส่งสินค้าให้กับลูกค้าเดือนหน้า ถ้าหล่อนไม่เซ็นอนุมัติตอนนี้ ฝ่ายผลิตทำงานไม่ทันแน่นอน
“นั่นคือปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” ปิ่นมณีเชิดหน้าตอบแบบไม่แยแส
“พ่อ…” ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นที
“ฉันเห็นด้วยกับปิ่น” ท่านประธานใหญ่บอกคำเดียว
มือหนากำเข้าหากันแน่นอย่างโมโห ขายาวรีบก้าวออกจากห้องก่อนที่ตัวเองจะกระโดดไปบีบคอแม่นั่น
“คุณสิง ปิ่นขอตัวกลับบ้านเลยนะคะ” ปิ่นมณีบอก พรุ่งนี้เธอต้องเดินทางไปคฤหาสน์แสงเทียน
“พักผ่อนให้หายเหนื่อยค่อยกลับมาทำงานนะปิ่น”
“ค่ะคุณสิง” เธอค้อมศีรษะแล้วเดินออกไปจากห้อง
นอกห้อง
หมับ! มือใหญ่คว้าเข้ามาที่แขนเรียว
“คุณเมฆปล่อยฉันนะ!”
เขาไม่ทำตามแถมยังบีบต้นแขนหล่อนแรงขึ้น
“ฉันเจ็บนะ!”
“อย่าแกล้งกันให้มากนัก ต่างคนต่างอยู่”
“ฉันไปแกล้งอะไรคุณตอนไหน” ปิ่นมณีสะบัดแขนแรง
“เธอไม่ยอมเซ็นเอกสารสั่งซื้อให้ฉัน”
“ฉันบอกเหตุผลคุณไปแล้ว ไปอยู่เมืองนอกไม่กี่ปี ฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่องหรือไง”
“ฉันไม่ใช่คนดี อย่าทำให้ฉันต้องหมดความอดทน”
“ไม่ใช่ก็พยายามเปลี่ยนตัวเองซะ” ปิ่นมณีบอกพร้อมกับผลักเขาออกเต็มแรง แล้วรีบสาวเท้าเดินหนีไป
“ฉันถือว่าได้เตือนเธอแล้วนะ” เมฆินทร์พึมพำลอดไรฟัน
เย็นวันเดียวกัน
@คอนโดของปิ่นมณี
“พี่ปิ่นเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” อัญญาณีถามอย่างสงสัย ตั้งแต่กลับมาถึงห้องญาติผู้พี่เอาแต่นั่งซึม ไม่พูดไม่จา ปกติอีกคนจะชวนเธอคุยเรื่องโน้นเรื่องนี่ไม่หยุดปาก
“เปล่าจ้า นอนพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางไปคฤหาสน์แสงเทียน” น้ำเสียงเหนื่อยล้าเอ่ยตอบ มือเรียวเอื้อมไปปิดไฟหัวเตียง
อัญญาณีล้มตัวลงนอนตามที่พี่สาวบอก
5บทที่ 56 นาที
“เข้ามาสิถึงแล้ว นี้แหละคฤหาสน์แสงเทียน” ปิ่นมณีหันไปบอกญาติผู้น้อง
“เออ … พี่ปิ่น นี่เหรอคะที่อยู่ใหม่ของอัญ” อัญญาณีถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
คนพี่พยักหน้ายืนยัน
“ไหนพี่ปิ่นบอกว่าจะพาอัญมาอยู่คฤหาสน์ นี่มัน …” อัญญาณีกวาดสายตามองรอบๆอาณาบริเวณอีกหน บรรยากาศช่างดูวังเวงชอบกล ชวนให้อกสั่นขวัญแขวน
“ไม่เหมือนคฤหาสน์ตรงไหน”
“ถ้าบอกว่าปราสาทมืดน่าจะเหมาะกว่านะคะ” อัญญาณีพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
เบื้องหน้าที่เธอเห็นตอนนี้คือคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลหลังโทรม ดูรกร้างเหมือนไม่มีคนอาศัยอยู่ ตั้งตระหง่านโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางท้องทุ่งอันแสนจะแห้งแล้ง แวดล้อมไว้ด้วยทิวเขา แถมด้านหลังคฤหาสน์ยังเป็นแนวป่าทึบ บรรยากาศยังกับฉากในหนังสยองขวัญ
ปิ่นมณีได้แต่ส่ายหน้า “ทวนกฎให้พี่ฟังหน่อย” ระหว่างเดินทางมาที่นี่เธอได้แจกแจงกฎเหล็กให้น้องสาวฟังแล้ว
“ห้ามขึ้นไปวุ่นวายบนชั้นสองเด็ดขาด ห้ามบอกใครๆว่าพักอยู่ที่คฤหาสน์แสงเทียน ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า และห้ามถามหรือพูดถึงคุณจ้าวพยัคฆ์” อัญญาณีบอก
“ต้องทำตามกฎทุกข้ออย่างเคร่งครัดด้วยนะ”
“ยังเปลี่ยนใจทันไหมคะ อัญช่วยงานคุณสิงตามเดิม เพียงแค่ขอพักที่อื่น อัญไม่ต้องเข้าบริษัทอยู่แล้วนิ น่าจะทำงานจากที่ไหนก็ได้”
“เราคุยกันเรื่องนี้แล้วนะ” ปิ่นมณีหมุนตัวเดินผ่านประตูรั้วเข้าไปข้างใน
อัญญาณีมองรอบๆ ด้วยท่าทางหวาดผวา ก่อนจะรีบวิ่งตามพี่สาวเข้าไป
“อัญกลัวผี รอด้วยค่า!!!” เธอตะโกนดังลั่น เพราะอีกคนเดินห่างออกไปไกลแล้ว และตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาพลบค่ำพอดิบพอดี
อีกคนไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลยสักนิด
“เอี๊ยดอ๊าด เอี๊ยดอ๊าด เอี๊ยดอ๊าด”
“ว๊าย!!! ลูกช้างไม่ได้จะลบหลู่นะคะ ท่านๆทั้งหลายอย่าทำอะไรลูกช้างเลยนะ…พี่ปิ่นช่วยอัญด้วย!!!”
“เป็นอะไร!?” ปิ่นมณีรีบเดินกลับมาหาคนหน้าตื่น
“พี่ปิ่นไม่เห็นหรือไง… เมื่อกี้ประตูรั้วปิดเอง” บอกด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว
“เฮ๊ย… พี่เหนื่อยใจกับแกจริงๆเลย” คนพี่ล้วงหยิบรีโมตสีดำเล็กๆออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ชูให้น้องสาวดู “ประตูรั้วเปิดปิดด้วยระบบรีโมตคอนโทรล” ทั้งรั้ว และประตูเป็นเหล็กสีดำสูงตระหง่านหลายเมตร
“ก็ไม่บอกอัญตั้งแต่แรก เกือบได้ตายตามแม่ไปแล้วไหมเนี่ย อกสั่นขวัญแขวนหมดค่ะ” มือเล็กยกขึ้นมาทาบอก
“ตอนเปิดรั้วเข้ามา พี่ก็กดรีโมตนะ แกไม่เห็นหรือไง ทำเป็นโวยวายไปได้”
“ใครจะไปทันสังเกต ก็อัญมัวแต่ดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเย็นของทุ่งหญ้าสะวันนาอยู่เผื่อมีหมาป่าฝูงใหญ่โผล่ออกมา จะได้ถ่ายคอนเทนต์ทัน”
“กฎข้อที่สองคืออะไร” ปิ่นมณีไม่สนใจฟังสิ่งที่คนน้องพล่าม เธอย้ำกฎเหล็ก
“อัญแค่ประชด ไม่ได้จะถ่ายคอนเทนต์จริงๆสักหน่อย” เธอรู้ดี อีกหนึ่งกฎเหล็กคือห้ามบอกใครๆว่าอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์แสงเทียน
ปิ่นมณีส่ายหน้า
“บอกให้เราแพ็คเสื้อกันหนาวซะดิบดี นึกว่าจะพาไปทัวร์อลาสก้า ที่ไหนได้ พามาเที่ยวทุ่งหญ้าสะวันนาซะงั้น” อัญญาณีอ้าปากประชด
“ยังอีก” ปิ่นมณีมองค้อนน้องสาวยิ้มๆ
“ตัวปราสาทโทรมๆ แต่ประตูรั้วเป็นระบบเปิดปิดอัตโนมัติ น่าจะติดไฟส่องสว่างหน้าบ้านเพิ่มด้วยนะคะ” อัญญาณีเห็นว่าที่หน้าบ้านไม่มีไฟสักดวง
“มีกฎอีกข้อ พี่ลืมบอกแก ห้ามส่งเสียงดังกรี๊ดกร๊าดโวยวายเหมือนเมื่อกี้อีกเด็ดขาด คุณจ้าวพยัคฆ์ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่ชอบเสียงดัง”
“คุณจ้าวพยัคฆ์อะไรเนี่ย กฎเยอะจริงๆนะคะ ดูจากสภาพปราสาทแล้ว คุณคนนี้คงเป็นสายวินเทจ ใช่ไหมคะ วินเทจแบบเกินงาม ไม่อัปเดตตัวเองซะด้วย”
“หยุดพูดได้แล้ว จะเข้าข้างในไหม”
“คุณจ้าวพยัคฆ์อายุเท่าไหร่คะ”
คนพี่เงียบ
“สี่สิบ ห้าสิบ หรือหกสิบ”
“เราจะต้องทวนกฎกันอีกกี่ร้อยรอบ” ปิ่นมณีว่าแล้วเดินนำหน้า อัญญาณีเดินตามหลังเธอไป
ร่างสูงก้าวขาออกมาจากพุ่มไม้ใหญ่ สายตายังคงมองตามหลังผู้อาศัยคนใหม่
“คุณท่านบอกลุงว่าเธอชื่ออัญญาณี เป็นลูกสาวคนเดียวของคุณอังศุมาลินครับ” ทองอินเพิ่งได้รับข้อมูลมาจากนายใหญ่
ชายหนุ่มมีสีหน้าแปลกใจ
“ฝากบอกป้าทับทิมด้วย ช่วงที่เธออยู่ที่นี่ ผมจะไม่ลงไปทานข้าวข้างล่าง” ว่าแล้วก็หยิบผ้าขึ้นมาคลุมศีรษะ
“ทุกวันเลยเหรอครับ” ทองอินขมวดคิ้วงง
ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะย้ำกับคนรับใช้อีกหน “อย่าให้เธอขึ้นไปข้างบนเด็ดขาดนะครับ” ออกคำสั่งหนักแน่น แล้วสาวเท้าเดินไปทางด้านหลังคฤหาสน์
ในคฤหาสน์
“โอ้โห้ … ด้านนอกกับด้านในคนละอารมณ์เลยนะคะเนี่ย” ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายวาววับ สองขาเรียวเดินสำรวจไปเรื่อย
ที่อัญญาณีพูดแบบนี้ก็เพราะภายในคฤหาสน์ดูโล่ง โปร่ง กว้างขวาง สบายตา ตกแต่งหรูหราคลากสิก มีความวินเทจแบบตะวันตกผสมผสานกับความเป็นไทยได้อย่างกลมกลืน ดูงดงามวิจิตรตระการตายิ่งนัก เรียกได้ว่าด้านนอกลบสิบ ด้านในหรูหราอลังการมาก
“หนูปิ่นมาถึงกันแล้วเหรอ” ป้าทับทิมเดินเข้ามาหาสองสาว
ปิ่นมณีถือโอกาสแนะนำแม่บ้านเก่าแก่กับญาติผู้น้องได้รู้จักกัน
อัญญาณียกมือไหว้ทักทายป้าแม่บ้าน นางตอบกลับด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“ลุงไปไหนคะป้า” ปิ่นมณีถามถึงลุงทองอิน
ปิ่นมณีค่อนข้างคุ้นเคยกับลุงป้า เพราะเธอต้องคอยแวะมาเช็คความเรียบร้อยของคนทางนี้แทนสิงหาอยู่บ่อยครั้ง
“แกเข้าเมืองไปซื้อของจ้ะ”
“ป้าทับทิม ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้เหรอคะ ถึงต้องจุดเทียน” อัญญาณีถามด้วยความสงสัย เธอสังเกตว่าในคฤหาสน์หลังใหญ่โต ไม่มีโคมไฟระย้า หรือ หลอดไฟฟ้าแม้แต่ดวงเดียว
มีเพียงเทียนขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งอยู่ตามมุมต่างๆ ส่องแสงสลัว แม้ห้องจะตกแต่งหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์เกรดพรีเมี่ยม ทว่าบรรยากาศก็ยังดูอึมครึมวังเวงชอบกล
“ที่หนูเห็นคือไฟฟ้าจ้ะ คุณจ้าวพยัคฆ์สั่งทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ให้ดูคล้ายกับเทียนมากที่สุด” ป้าแม่บ้านอธิบาย
“เหมือนมากจริงๆ จนอัญแยกไม่ออกเลยค่ะ แบบนี้เราก็ปรับโหมดให้สว่างกว่านี้ได้ใช่ไหมคะ” คนกลัวความมืดยิ้มดีใจ
“ปรับไม่ได้จ้ะ คุณจ้าวพยัคฆ์ต้องการแสงสว่างประมาณนี้”
“คุณจ้าวพยัคฆ์เนี่ยดูลึกลับแปลกคนจังเลยนะคะป้า”
ปิ่นมณีจิกตามองน้องสาว “เอากระเป๋าไปเก็บได้แล้ว”
“นั่นนะสิ ไปห้องพัก อาบน้ำอาบท่าก่อนดีกว่า จะได้กินข้าวเย็นกัน เดินทางมาเหนื่อยๆ” ป้าทับทิมบอก และเดินนำทาง
“โอเค …ไปห้องพัก” คนขี้สงสัยเดินตามหลังป้าทับทิมไปต้อยๆ
ส่วนปิ่นมณีแยกตัวไปหาจ้าวพยัคฆ์ นานมากแล้วที่ไม่ได้คุยกัน เธอคิดถึงเขา อยากเจอจะแย่อยู่แล้ว
ชอบไหม อ่านต่อได้ที่






