เรื่องย่อ

ม่านมัสลินได้รับของขวัญวันเกิด ‘มูลค่า 500 ล้านบาท’ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากคุณปู่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทว่าของขวัญจำนวนมหาศาลดันมาพร้อมกับเงื่อนไขที่ทำเอาคนรับถึงกับต้องกุมขมับ เงื่อนไขระบุเอาไว้ว่าเธอต้องแต่งงานกับผู้ชายที่ปู่เลือกไว้ให้ หากไม่ทำตาม ทรัพย์สินทั้งหมดจะถูกส่งมอบให้การกุศลทันที ความยุ่งยากเพิ่มขึ้นมาอีกระดับ เมื่อคู่หมั้นหนุ่มที่คุณปู่หมายตาไว้ให้บอกปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้ ม่านมัสลินโกรธจนควันออกหู รีบสืบประวัติของคู่หมั้นตัวเอง

ทดลองอ่าน

100%
อ่านบทเปิดเรื่อง ซ่อนบทเปิดเรื่อง

“อาปัท …อิตานั่นอายุเท่าไหร่ ทำอาชีพอะไรคะ” ม่านมัสลินเกิดอยากรู้โปรไฟล์ของคนมั่นหน้าที่กล้าปฏิเสธการแต่งงานกับเธอขึ้นมาทันที

“ตาภพอายุ 28 ปี แล้วจ้า อาชีพหลักทำไร่ทำนา อาชีพสำรองเป็นผู้ใหญ่บ้าน” ปัทมาบอกข้อมูล

“โปรไฟล์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้นยังกล้ามาอวดดี” ม่านมัสลินเบะปากมองบน คนที่จะปฏิเสธการแต่งงานในครั้งนี้ต้องเป็นเธอ ไม่ใช่นายบ้านนอกนั่น

“ม่านจะทำให้นายนั่นยอมสยบแทบเท้าให้ได้”

สาวสวยมาดมั่นอย่างม่านมัสลินจะสามารถทำให้นายคู่หมั้นบ้านนอกสยบแทบเท้าได้หรือไม่?

 

 

1บทที่ 19 นาที

“ม่าน…นี่ของขวัญวันเกิดจากปู่แก” ขจรเดชยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้กับลูกสาว ม่านมัสลินรับเอาซองจากบิดา

“ปู่ฉัตรเสียชีวิตตั้งนานแล้ว ทำไมคุณพ่อเพิ่งจะเอามาให้ม่านคะ” ม่านมัสลินถามด้วยความสงสัย ปู่เธอลาจากโลกใบนี้ไปเมื่อสี่ปีก่อน

“ปู่สั่งไว้ว่าอายุแกครบ 24 ปี เมื่อไหร่ ถึงให้แกเปิดอ่านเอกสารในซองนี้” คนเป็นพ่อขยายความ

ใบหน้าสวยพยักขึ้นลงช้าๆ เธอเพิ่งจะมีอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์เมื่อวานนี้เอง

“พินัยกรรม” พอเปิดซองออกมา ม่านมัสลินถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เธอถืออยู่ในมือตอนนี้คืออะไร

“อืม…อ่านดูสิ” คนเป็นพ่อพยักหน้า

ผ่านไปไม่ถึงสิบนาที ม่านมัสลินก็ละสายตาจากเอกสารในมือ แล้วเงยขึ้นมามองคนในห้องสลับกันไปมา

“พ่อ แม่ พี่วัฒน์ อาปัท … รู้เรื่องพินัยกรรมนี้ตั้งนานแล้วใช่ไหมคะ” ม่านมัสลินถามหน้าตื่น เธอเดาจากอากัปกิริยา แต่ละคนมีท่าทีเรียบเฉย ไม่เอ่ยถามข้อความในเอกสารเลย

ทุกคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน

“อาปัท หลานชายอาก็รู้เรื่องนี้แล้วใช่ไหมคะ” ม่านมัสลินถามปัทมา

“อืม…ภพรู้เรื่องนี้แล้ว” เจ้าของชื่อตอบ

ข้อความในพินัยกรรมทำเอาคนอ่านถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ

“ทุกคนล้อม่านเล่นใช่ไหมคะ” ม่านมัสลินถามเพื่อความแน่ใจ เพราะเรื่องแบบนี้มีแต่ในนิยาย

“เรียนก็สูง อย่าบอกนะว่าอ่านเอกสารแค่นี้ไม่รู้เรื่อง” คนเป็นพ่อค่อนแคะ

“พ่อก็รู้ว่าม่านหมายถึงอะไร” คนสวยทำหน้าบอกบุญไม่รับ

“แล้วมันดูเหมือนล้อเล่นไหมล่ะ เอกสารมีลายเซ็นปู่แกครบทุกหน้าขนาดนั้น” ชายสูงวัยถามกลับ

“สรุปแบบรวบรัดเลยนะม่าน ถ้าหล่อนไม่แต่งงานกับตาภพ อีกสามปี ‘บริษัทจิตดีออร์แกนิค’ ก็จะถูกยกให้กับการกุศลแบบอัตโนมัติ พวกเราสองครอบครัวก็จะกลายเป็นผู้ว่างงานแบบอัตโนมัติเช่นเดียวกัน” คนที่อธิบายคือปัทมา นางเป็นน้าสาวของ ภพ หรือ ภพตะวัน

‘จิตดีออร์แกนิค’ ประกอบด้วยผู้ถือหุ้นทั้งหมด 6 คน มีตัวแทนจากครอบครัว ‘เจริญสิน’ 3 คน และ ตัวแทนจากครอบครัว ‘เอกโอภาส” อีก 3 คน

จิตดีออร์แกนิคเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับผลิตและจัดจำหน่ายสกินแคร์สูตรออร์แกนิคแบบครบวงจร

 

เรื่องยุ่งๆในพินัยกรรมเกิดขึ้นจากสองผู้ก่อตั้งบริษัทจิตดีออร์แกนิค นั่นคือ ‘ปู่ฉัตร’ กับ ‘ตาอดิสร’ พวกท่านเป็นหุ้นส่วนกัน ลาจากโลกใบนี้ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน และได้ทิ้งเงื่อนไขสำคัญเอาไว้ให้สองครอบครัวปวดหัวเล่นๆ

กล่าวคือ…

ทรัพย์สินมูลค่ารวม 500 ล้านบาท ของ ‘จิตดีออร์แกนิค’ จะถูกแบ่งสันให้กับครอบครัว ‘เจริญสิน’ และ ครอบครัว ‘เอกโอภาส” คนละครึ่ง

จะแบ่งสันปันส่วนกันได้ก็ต่อเมื่อนางสาวม่านมัสลิน ตัวแทนจากครอบครัวเจริญสิน แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนายภพตะวัน ตัวแทนจากครอบครัวเอกโอภาส

ทั้งคู่ต้องอยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี หากไม่ทำตามเงื่อนไขทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นของการกุศลทันที

“ม่านไม่จำเป็นต้องทำตามพินัยกรรมของคุณปู่หรอกนะลูก ทุกคนจบนะ แยกย้ายกันได้แล้ว” ฟ้าไหมมารดาของม่านมัสลินตัดจบทุกอย่าง นางจะไม่บังคับลูกสาวเรื่องนี้

“ม่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ตาภพก็ยืนยันเสียงแข็งว่าจะไม่มีวันแต่งงานกับหล่อนเด็ดขาด เห็นบอกว่าต่อให้ได้สมบัติทั้งหมดก็จะไม่แต่ง”

“อะไรนะคะอาปัท นายบ้านนอกนั่นยังไม่เคยเจอม่านด้วยซ้ำ ม่านต้องเป็นคนปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เขา!” ม่านมัสลินแย้งขึ้นมาด้วยความโมโห เธอรู้ว่าภพตะวันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร บ้านอยู่ที่ไหน เพียงแต่ยังไม่มีโอกาสได้เจอหน้าคร่าตากัน

“ยัยม่าน…อาปัทนั่งทนโท่อยู่นี่ ต่อหน้าต่อตาเลยนะแก” ขจรเดชเอ่ยตำหนิลูกสาว กล้าดียังไงไปเรียกหลานเขาว่านายบ้านนอก

“ไม่เป็นไรพี่เดช ปัทไม่ถือ ก็ตาภพเกิดและเติบโตที่บ้านนอกจริงๆนี่น่า”

“ขอโทษค่ะอาปัท” ม่านมัสลินยิ้มเจื่อน เธอไม่มีเจตนาดูแคลนหลานของปัทมา แต่คนมันโมโหนี่น่า

“จะว่าไปแล้ว ฉันก็หมั่นไส้หลานตัวเองนะ บอกปฏิเสธการแต่งงานกับผู้หญิงทางโทรศัพท์ อวดดี ไม่มีมารยาท” ปัทมาจงใจโยนน้ำมันเข้าไปในกองเพลิง และดูเหมือนจะได้ผลซะด้วยสิ

ม่านมัสลินกัดกรามแน่น เธอเองก็คิดแบบนั้น ผู้ชายอะไรบอกปฏิเสธการแต่งงานกับผู้หญิงผ่านทางโทรศัพท์!

“หลานอาไม่นึกอยากได้สมบัติบ้างเลยเหรอครับ แบ่งคนละครึ่ง ก็ตกคนละ 250 ล้านเลยนะ” ภาณุวัฒน์พี่ชายของม่านมัสลินเป็นคนถาม

“ปู่ย่าเค้ารวยมากจ้าวัฒน์ มีที่ดินหลายร้อยไร่ แถมยังมีหลานแค่สองคน…ตาภพกับน้องสาว” ปัทมาอธิบาย นี่เป็นอีกเหตุผลที่หลานชายนางไม่อยากได้สมบัติในส่วนของตา

“อิตานั่นอายุเท่าไหร่ ทำอาชีพอะไรคะ” ม่านมัสลินเกิดอยากรู้โปรไฟล์ของคนมั่นหน้าที่กล้าปฏิเสธการแต่งงานกับเธอขึ้นมาทันที

“ตาภพอายุ 28 ปี แล้วจ้า อาชีพหลักทำไร่ทำนา อาชีพสำรองเป็นผู้ใหญ่บ้าน” ปัทมาบอกข้อมูล

“โปรไฟล์ต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนั้นยังกล้ามาอวดดี” ม่านมัสลินเบะปากมองบน

“อะแฮ่ม!” คนเป็นแม่กระแอมไอ ลูกสาวนางแสดงท่าทีดูแคลนคนอื่นอีกแล้ว

“โปรไฟล์ตัวเองเริ่ดมากเนอะ มีอยู่มีกินได้ทุกวันนี้ก็เพราะเงินส่วนแบ่งจากบริษัทปู่ อีกสามปีเตรียมตัวหางานใหม่ให้ทันแล้วกัน” คนเป็นพ่ออ้าปากเหน็บแนมทันควัน

ม่านมัสลินทำงานที่จิตดีออร์แกนิคในตำแหน่งสารพัดผู้ช่วย เธอเป็นคนที่ทำงานได้หลากหลายหน้าที่

ส่วนคุณขจรเดชดำรงตำแหน่งประธานบริษัทร่วมกับปัทมา

“ป่ะ…เข้าบริษัทกันเถอะพวกเรา มีเวลาทำเงินกันอีกแค่ 3 ปี” ปัทมาเอ่ยเตือน ช่วงนี้ต้องรีบกอบโกย

“ม่านขอเข้าตอนบ่ายนะคะทุกคน” ม่านมัสลินค้อมศีรษะให้ผู้ใหญ่ จากนั้นก็รีบพาตัวเองออกไปจากวงสนทนา

“ยัยม่านน่าจะเอาเรื่องนี้ไปเม้าท์กับแก๊งเพื่อนสาวแน่เลยทุกคน” ฟ้าไหมเอ่ยขึ้นหลังจากที่ลูกสาวเดินห่างออกไปไกล

“งั้นก็รอฟังข่าวดีได้เลย ปัทดักไว้ทุกทางแล้วค่ะ” ปัทมายกยิ้มอย่างผู้มีชัย

“อะไรทำให้อาปัทมั่นใจขนาดนั้นครับ” ภาณุวัฒน์ถาม

“ยัยม่านเป็นคนชอบเอาชนะ ตอนนี้ภายในใจคงกำลังเดือดปุดๆที่โดนตาภพปฏิเสธ หล่อนคงไปตั้งหลัก” ปัทมาว่า

“มิน่า… ปัทถึงได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่าตาภพปฏิเสธที่จะแต่งงานกับยัยม่าน” ฟ้าไหมส่ายหน้ายิ้มๆกับแผนการที่แยบยลของอีกคน

 

อีกสถานที่หนึ่ง

@ร้านคาเฟ่

“แกโดนคู่หมั้นปฏิเสธไม่แต่งงานด้วยอย่างนั้นเหรอ มายก๊อด! มันน่าเจ็บใจยิ่งกว่าชวดเงิน250 ล้าน อีกนะเนี่ย” หลังจากได้ฟังเงื่อนไขในพินัยกรรมที่เพื่อนเล่า ดุจดาวก็แสดงความคิดเห็นออกมาทันที

ริมฝีปากอวบอิ่มของม่านมัสลินเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความโมโห เธอเจ็บใจที่ถูกหนุ่มบ้านนอกปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานด้วย หมอนั่นโคตรอวดดี!

“ชักอยากเห็นหน้าอิตานั่นแล้วว่ะ คงหล่อตาย รวยตาย ถึงได้มั่นใจในตัวเองสูงลิ่วขนาดนี้” น้ำมนต์เพื่อนสนิทอีกคนของม่านมัสลินผสมโรง กล้าดียังไงถึงได้ปฏิเสธเพื่อนเธอ

“เราเป็นผู้หญิงนะเว๊ยแก เราต้องเป็นฝ่ายสะบัดบ๊อบใส่ก่อน แบบนี้มันหยามกันชัดๆ” ดุจดาวยุ

ม่านมัสลินเม้มปากแน่นกว่าเดิม นายบ้านนอกนั่นกำลังทำให้เธอเสียหน้าอย่างแรง!

“จะสะบัดบ๊อบใส่ทำไมวะ เงิน 250 ล้านวางอยู่ตรงหน้า แกต้องหาทางคว้ามาให้ได้สิ” น้ำมนต์แนะนำ

“แต่ฉันต้องแต่งงานกับอิตาบ้านนอกนั่นก่อนถึงจะได้ส่วนแบ่ง” ม่านมัสลินให้เหตุผล เธอยังไม่มีแผนจะสร้างครอบครัวกับใครในตอนนี้ อยากครองโสดแบบสวยๆไปเรื่อยๆ

“แกเพิ่งบอกเมื่อกี้นี้เองว่าต้องอยู่กินกันฉันสามีภริยาเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี” ดุจดาวแย้ม

เจ้าของชื่อทำหน้างง

“หลังจาก 3 ปี ได้ส่วนแบ่งเรียบร้อย แกก็หย่าสิ” ดุจดาวไขข้อสงสัยให้อีกคน

“ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง สมบัติปู่ตัวเองไม่ใช่น้อยๆ แกไปรับจ้างรายเดือนกี่ปีถึงจะมีเงิน 250 ล้าน” น้ำมนต์สนับสนุนคำแนะนำของดุจดาว

“แต่งจริง จดทะเบียนสมรสจริง แต่ไม่ต้องร่วมเตียงเคียงหมอนกันจริง” ดุจดาวบอก

“แกไม่จำเป็นต้องจัดงานแต่งเลยก็ได้นิ ในเมื่อพินัยกรรมเอ่ยถึงแค่เรื่องทะเบียนสมรส” น้ำมนต์คิดหาทางออกให้

“แต่นายนั่นปฏิเสธที่จะแต่งงานกับฉันแล้วนะ” ม่านมัสลินแย้ง

“ก็ใช้ความสวยของตัวเองผสมผสานกับมารยาหญิงให้เป็นประโยชน์สิ” ดุจดาวช่วยวางแผน

“ถ้าไม่สำเร็จ แกกับครอบครัวต้องหางานใหม่” น้ำมนต์เปรยขึ้นมา

ม่านมัสลินคิดหนัก เพราะนอกจากจิตดีออร์แกนิคแล้ว   ครอบครัวเธอก็ไม่มีสมบัติอะไรเลย

จังหวะนี้สองเพื่อนสาวขยิบตาให้กัน เพราะดูเหมือนว่าแผนของปัทมากำลังจะประสบผล

“นั่นสิ …ในพินัยกรรมไม่ได้ระบุว่าจะต้องจัดงานแต่งสักหน่อย ขอแค่มีทะเบียนสมรสยืนยันตามกฎหมาย ฉันก็ได้รับมรดกแล้ว” ม่านมัสลินพำพึมพลันระบายยิ้มโล่งอก หากมีการจัดงานแต่งขึ้นมาจริงๆ หลังหย่ากัน จะเป็นเธอที่ถูกเอาไปนินทา

 

เวลาต่อมา

@บริษัทจิตดีออร์แกนิค

เสร็จจากหารือกับเพื่อนๆ ม่านมัสลินก็รีบเข้าบริษัท เป็นจังหวะที่ทุกคนพักเที่ยงพอดี

“ม่านจะไปบ้านหนองนาคำค่ะ” ม่านมัสลินเอ่ยขึ้น

ทุกคนในห้องนั่งอึ้ง แอบส่งสายตามองกันยิ้มๆ

“ม่านจะไม่ยอมให้สมบัติคุณปู่ตกเป็นของการกุศลเด็ดขาด บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้น”

“แต่ตาภพปฏิเสธหนูแล้วนะลูก” คนเป็นแม่พูดแทรกขึ้นมา

“นายนั่นเป็นคู่หมั้นม่านนะคะ ม่านมีสิทธิ์ในตัวเค้า” คนอยากได้สมบัติเชิดหน้าตอบอย่างมาดมั่น

ขจรเดชพยายามกลั้นยิ้ม ส่วนฟ้าไหมแอบส่งมือไปแตะกับปัทมาใต้โต๊ะ

ภาณุวัฒน์นั่งส่ายหน้าขำๆ มองคนโน้นทีคนนี้ที

“หล่อนจะไปวันไหน” ปัทมาเอ่ยถาม

“มะรืนค่ะอาปัท”

“ทำไมด่วนจังเลยลูก” คนเป็นแม่ถึงกับงง บทจะไปก็แบบนี้เลยเหรอ

“ม่านอยากไปทำความรู้จักกับคู่หมั้นตัวเองค่ะ” ม่านมัสลินตอบ มุมปากเล็กยกยิ้มเจ้าเล่ห์ เธออยากไปดูให้เห็นกับตาต่างหาก ที่ค้านไม่ยอมแต่งงานมีเหตุผลอื่นหรือเปล่า ถ้ามีลูกมีเมียซ่อนอยู่ แม่จะได้รีบฟ้องเอาสมบัติทั้งหมดมาเป็นของตัวเองซะเลย!

 

2บทที่ 29 นาที

บทสนทนาทางโทรศัพท์

ปัทมา (พี่อรว่าที่ลูกสะใภ้จะเดินทางไปถึงพรุ่งนี้นะ ให้ตาภพไปรับที่สนามบินด้วย)

อรปรียา (จริงเหรอ ทำไมหนูม่านยอมมาง่ายๆ)

ปัทมา (ง่ายที่ไหน กว่าจะยอมไปปัทต้องชักแม่น้ำทั้งประเทศไทยมาจูงใจหล่อน)

อรปรียา (เจ้าแผนการเหมือนเดิมนะน้องสาวคนสวยของพี่)

ปัทมา (ปัทถือว่าส่งไม้ต่อให้พี่แล้วนะ…แล้วปัทจะโทรหาใหม่นะคะพี่สาวคนสวย)

อรปรียา (เฮ้อ…) คนพี่ถอนหายใจยาว

 

ตัดมาที่ม่านมัสลิน

“พวกแก … หยุด … หยุดเลย!”

สองเพื่อนสาวทำหน้าสงสัย ยัยม่านเอะอะโวยวายอะไรของมัน

“แพ็กเสื้อผ้าอะไรให้ฉันเนี่ย บ้านหนองนาคำแวดล้อมไปด้วยทุ่งนา ตั้งอยู่กลางป่า กลางเขาจ้า” ม่านมัสลินอ้าปากห้าม ก็สองเพื่อนตั้งหน้าตั้งตาคัดสรรหยิบเอาชุดเซ็กซี่ใส่ลงไปในกระเป๋าเดินทางให้เธอ ที่นั่นไม่มีห้างให้เดินช้อปปิ้งหรอกนะ

“แกเดินทางไปบ้านหนองนาคำทำไม” ดุจดาวเลิกคิ้วถาม

ม่านมัสลินขมวดคิ้วมุ่น ก็เล่าให้ฟังตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว ยังจะมาถามอะไรอีก

“โอ๊ย…ไอ้ม่าน เสื้อผ้าเซ็กซี่พวกนี้จะเป็นตัวช่วยให้พ่อผู้ใหญ่ยอมมาแต่งงานกับแกง่ายๆ” น้ำมนต์เฉลยคำตอบ ไอ้ม่านทำหน้างงหนัก

“เกี่ยวอะไรกันวะ” ม่านมัสลินยังไม่เข้าใจ

“ผู้ชายร้อยทั้งร้อยก็ชอบมองของสวยๆงามๆ เซ็กซี่ๆ ทั้งนั้นแหละ” ดุจดาวบอก

“พูดเหมือนว่าฉันต้องไปอ่อยนายบ้านนอกนั่น” วงหน้างามเชิดขึ้นอย่างมาดมั่น

“เค้าเพิ่งปฏิเสธที่จะแต่งงานกับแกไม่ใช่เหรอ” สองเพื่อนถามขึ้นพร้อมกัน

“พวกแก!” คำพูดแทงใจดำทำให้ม่านมัสลินเจ็บแปลบกลางอก เพื่อนเธอจะมาย้ำทำไมอีก

สองสาวหัวเราะชอบใจที่ได้แหย่

“สวยระดับม่านมัสลินไม่จำเป็นต้องอ่อยใคร”

“จ้า… คนสวย” สองสาวประสานเสียงกันพลางหัวเราะล้อเลียนความมั่นหน้าของอีกคน

 

อีกสถานที่หนึ่ง

@บ้านหนองนาคำ

“เสร็จเรียบร้อยแล้วจ้า แม่ว่าพี่เค้าจะอยู่ได้ไหม” ล้อมดาวขอความคิดเห็นจากมารดา เธอจัดห้องนอนไว้รอว่าที่พี่สะใภ้ จัดไปก็ตื่นเต้นไปด้วย อยากเจออีกคนเต็มที

“แม่ไม่รู้ว่าหนูม่านมีนิสัยใจคออย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร น้าปัทก็ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรเยอะ” อรปรียาตอบลูกสาว ตั้งแต่ย้ายมาอยู่บ้านหนองนาคำกับสามี นางก็ไม่ค่อยได้กลับกรุงเทพฯ ก่อนหน้าบิดามารดาจะเป็นฝ่ายเดินทางมาเยี่ยม ซึ่งพวกท่านก็เสียชีวิตตั้งนานแล้ว

อรปรียารู้จักกับครอบครัวของม่านมัสลินผ่านทางบิดาของนาง

“ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่” คนเป็นพ่อตอบแทน

“พี่แสง” อรปรียาหันไปทำหน้าเหวี่ยงใส่สามี ก็อีกคนเริ่มตั้งแง่กับว่าที่ลูกสะใภ้ทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักกันดี ถอดแบบลูกชายมาไม่มีผิด

“แม่คะ พรุ่งนี้หนูขอไปรับพี่ม่านด้วยคนนะ” ล้อมดาวไม่สนใจคำพูดประชดของผู้เป็นพ่อ เธออยากเจอคู่หมั้นพี่ชายใจจะขาดอยู่แล้ว

“ได้สิ …ว่าแต่ภพอยู่ไหนเหรอพี่แสง” อรปรียาบอกลูกสาวแล้วถามสามีต่อ

“ดำนาอยู่กลางทุ่งโน้น”

“บอกลูกเรื่องคู่หมั้นด้วยนะ”

“มันคงจะสนใจอยู่หรอก” แสงตะวันตอบพลางหมุนตัวเดินออกจากห้อง

“แม่ อย่าไปสนใจผู้ชายน่าเบื่อพวกนั้นเลย มาแต่งห้องกันต่อดีกว่า” ล้อมดาวตัดบท

“พ่อได้ยินนะ” คนที่กำลังเดินออกไปจากห้องหันหลังกลับมามองลูกสาว

“หนูตั้งใจพูดให้พ่อได้ยิน”

 

กลับมาที่กรุงเทพ

“เสื้อผ้าเซ็กซี่พวกฉันแพ็กใส่กระเป๋าใบสีดำนะ ส่วนเสื้อผ้าเรียบร้อยอยู่ในกระเป๋าใบสีขาว” ดุจดาวเตือนความจำหลังจากที่จัดกระเป๋าเสร็จ

“อืม …ขอบใจมาก”

“ชุดเซ็กซี่เอาไว้อ่อยพ่อผู้ใหญ่ ส่วนผ้าถุงพวกนี้เอาไว้ใส่ให้พ่อแม่ปู่ย่าเค้าดู คนแก่บ้านนอกจะชอบผู้หญิงเรียบร้อย” น้ำมนต์เลคเชอร์เพิ่ม

ม่านมัสลินเพียงส่ายหน้าเบาๆ บอกแล้วไงสวยมงลงอย่างเธอไม่จำเป็นต้องอ่อยใคร

“ฉันว่าสวยเด็ดเผ็ดแช่บอย่างแก คงใช้เวลาไม่นาน ไม่แน่เค้าอาจจะยอมสยบแทบเท้าให้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันก็ได้” ดุจดาวมั่นใจในความสวยเซ็กซี่ของเพื่อนสาว

“แพลนช้อปปิ้งลิสต์ไว้รอเลยจ้า 250 ล้านอยู่แค่เอื้อม”

สามสาวเพื่อนซี้หัวเราะออกมาพร้อมกัน

ทว่า…

“ฉันต้องเป็นฝ่ายปฏิเสธนายนั่นไม่ใช่เหรอ …ไงกลับกลายเป็นว่าฉันต้องตามตื๊อนายนั่นวะ ดูเสียหน้ายังไงไม่รู้” ม่านมัสลินแอบลังเล เกิดมาก็ไม่เคยอ่อยผู้ชาย

“ตามตื๊อที่ไหนกัน มันเป็นความต้องการของผู้ใหญ่ แกก็แค่ทำตามความประสงค์ของพวกท่าน” น้ำมนต์พูดให้เพื่อนสบายใจ

“อืม…จริงของแก ฉันก็แค่ไปใช้สิทธิ์ความเป็นคู่หมั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติของคุณปู่” ม่านมัสลินพูดดึงสติตัวเอง

“พอเสร็จสมหวังก็แยกย้าย แกก็กลายเป็นผู้ชนะในทันที” ดุจดาวพยายามเอาคำว่า ‘ผู้ชนะ’ ใส่เข้าไปในหัวของอีกคน ไอ้ม่านมันเป็นคนที่กลัวเสียหน้าสุดๆ

ม่านมัสลินยิ้มปริ่มอย่างเป็นต่อ

 

วันเดินทาง @สนามบิน

ม่านมัสลินผละออกจากอ้อมกอดของมารดา พอถึงวันเดินทางเข้าจริงๆ ก็แอบใจหายไม่น้อย เช้านี้ทุกคนพร้อมใจมาส่งเธอกันครบ ทั้งบิดา มารดา พี่ชาย สองเพื่อนซี้ และอาปัท

หลังจากเอ่ยคำร่ำลา ม่านมัสลินก็ลากกระเป๋าเดินทางเข้าไปในห้องรับรองผู้โดยสารพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นประหม่าผสมปนเปกันไปหมด รอไม่นานก็ถึงเวลาเช็คอิน

นั่งเครื่องมาประมาณชั่วโมงนิดๆก็มาถึงปลายทาง

“พี่ม่านทางนี้ค่ะ”

เจ้าของชื่อมองคนที่กำลังโบกมือให้ หล่อนน่าจะเป็นหลานสาวของอาปัทแน่เลย อาปัทเคยเกริ่นๆถึงอีกคน รูปพรรณสัณฐานเหมือนคนตรงหน้าไม่มีผิด

“สวัสดีจ้ะ น้องชื่อล้อมดาว …ล้อมใช่ไหมคะ” ม่านมัสลินยิ้มทักทายคนน่ารัก

“ใช่ค่ะ” สาวน้อยยิ้มแป้นตอบกลับไป

“สวัสดีค่ะอาอร” ม่านมัสลินยกมือขึ้นไหว้มารดาของคู่หมั้นหนุ่มอย่างนอบน้อม อีกฝ่ายยิ้มรับไหว้ด้วยแววตาอบอุ่น

“รถเราจอดรออยู่ฝั่งโน้นจ้ะม่าน ตามอามา”

“ส่งกระเป๋ามาค่ะหนูช่วย” ล้อมดาวเอ่ยอาสา เธอเห็นว่าอีกคนมีกระเป๋าเดินทางมาด้วยถึงสองใบ

“ขอบใจมากจ้ะ” ม่านมัสลินดันกระเป๋าไปให้คนมีน้ำใจช่วยลาก

เดินออกจากอาคารผู้โดยสารมาไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงลานจอดรถ ซึ่งรถที่จอดรออยู่เป็นรถกระบะ 4 ประตู

“สวัสดีครับ ส่งกระเป๋ามาเดี๋ยวผมจัดการให้” ชายหนุ่มเอ่ยทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและดูเป็นมิตร

ม่านมัสลินกวาดสายตามองสำรวจคนตรงหน้าตั้งแต่ตัวหัวจรดเท้า รอยยิ้มเยาะเย้ยผุดพรายขึ้นตรงมุมปากเล็ก ก็คู่หมั้นของเธอนะสิ หน้าตาดูเฉิ่มเชยแล้วยังไม่พอ พ่อคุณยังแต่งเนื้อแต่งตัวเชยระเบิด ‘สมกับเป็นผู้ใหญ่บ้านของแท้’

“คุณหัวเราะทำไมครับ รีบส่งกระเป๋ามาให้ผมสิ” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“ใจเย็นๆ สิคะ ฉันยังไม่ได้ทักทายคุณเลยนะ จะรีบไปไหน”

“รีบไปดำนาครับ” ชายหนุ่มมองคนสวยงงๆ

ม่านมัสลินหัวเราะชอบใจ นอกจากจะเฉิ่มเชยแล้วยังซื่อบื้ออีกด้วยเหรอเนี่ย ตอนเขียนพินัยกรรมปู่เธอคิดอะไรอยู่ ถึงอยากได้อิตาบ้านนอกนี่มาเป็นหลานเขย

คิดไปคิดมา ซื่อบื้อแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ จะได้จับจดทะเบียนสมรสง่ายขึ้น

แต่เพียงครู่เดียวต่อมา อรปรียาก็ได้แนะนำว่าผู้ชายตรงหน้าชื่อศักดิ์เป็นญาติทางฝ่ายสามีของนาง

หลังจากที่ได้รู้ว่าชายหนุ่มรูปร่างสันทัดหน้าตาบ้านๆ ใส่เสื้อปุ๋ย ไม่ใช่คู่หมั้นตัวเอง ม่านมัสลินถึงกับหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย

ทำไมอิตาภพตะวันไม่มารับเธอด้วยตัวเองวะ ‘ไม่ให้เกียรติกันแล้วหนึ่ง’ มือบางกำเข้าหากันแน่นอย่างหงุดหงิดใจ

“ศักดิ์ขับไปทางถนนเลี่ยงเมืองนะ น้าอยากแวะห้างก่อนกลับ” อรปรียาบอกคนขับ เป็นเพราะวันนี้มีชาวบ้านมาร่วมลงแขกดำนาหลายคนนางเลยอยากซื้อของกินอร่อยๆไปเพิ่ม

“ครับน้าอร”

ตัดไปที่บ้านหนองนาคำ

“แม่ยังไม่กลับมาจากตลาดอีกเหรอครับย่า” ภพตะวันถาม

“แม่แกไปสนามบิน” หญิงสูงวัยตอบหลานชาย

“ไปทำไมครับย่า”

“แห่กันไปรับยัยคนกรุงเทพทั้งแม่ทั้งลูก” ลูกชายถามย่า แต่พ่อเป็นคนตอบแทน

“แกจะเกลียดอะไรคนกรุงนักหนาวะ” ย่าสีดาได้แต่ส่ายหน้า ลูกชายนางตั้งแง่กับว่าที่ลูกสะใภ้เสียแล้ว

“ชอบดูถูกเหยียดหยามคนอื่น” แสงตะวันตอบมารดา

“ไอ้แสง … เมียแกคนกรุงเทพโดยกำเนิดเลยนะโว๊ย” คนเป็นแม่ตอกกลับ ลูกชายนายไม่รู้จักแยกแยะ

“ยกเว้นเมียผมคนเดียว”

“ไอ้นี่ …พาลนี่หว่า” ย่าสีดาด่าลูกชาย

“แม่ลืมไปแล้วใช่ไหมว่าคนพวกนั้นทำอะไรกับผมไว้บ้าง”

คนเป็นแม่ไม่โต้แย้ง เพราะในอดีตผู้ใหญ่ฝ่ายลูกสะใภ้คอยพูดจาเหยียดหยามลูกชายนาง

“ถ้าไม่ใช่เงื่อนไขในพินัยกรรม เด็กนั่นจะโผล่มาไหมถามหน่อย”

“ยังไม่ได้รู้จักนิสัยใจคอกันด้วยซ้ำ”

“เป็นผู้หญิงวิ่งแจ้นมาหาผู้ชายถึงที่ ทั้งที่เค้าปฏิเสธไปแล้ว” แสงตะวันพูดขึ้นมาลอย ๆ

“ก็เค้าเป็นคู่หมั้นลูกชายแก” คนเป็นแม่โต้แทนว่าที่หลานสะใภ้

“พ่อครับ ยัยนั่นมาก็ดีแล้ว ผมจะได้เคลียร์ตัวเองสักทีไง ไม่ต้องเสียเวลาขึ้นไปกรุงเทพให้ยุ่งยาก” ภพตะวันรอเคลียร์พันธะบ้าบอนี้มานานแล้วเหมือนกันแหละ

คนเป็นพ่อพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกชาย ส่วนผู้เป็นย่าได้แต่นั่งส่ายหน้าระอาใจ

แสงตะวันเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับพ่อตา เลยพาลไม่ชอบหน้าคนกรุงไปโดยปริยาย แม้ครอบครัวของม่านมัสลินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม

3บทที่ 37 นาที

จากสนามบินใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงเศษๆก็มาถึง ‘บ้านหนองนาคำ’ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขา ห่างไกลจากตัวอำเภอเกือบ 10 กิโลเมตร ทุรกันดารเกินบรรยาย ม่านมัสลินไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อแม้แต่วันเดียว

บ้านของอรปรียาเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกสูง หลังใหญ่มาก ใต้ถุนโล่งโปร่ง ลมเย็นพัดโชยมาเป็นระยะ บริเวณรอบๆมีต้นไม้น้อยใหญ่อยู่เต็มไปหมด

“ม่านรอภพอยู่ที่บ้านนี้แหละจ้ะ เพิ่งเดินทางมาเหนื่อยๆ พักผ่อนก่อนเถอะ” อรปรียาบอกกับว่าที่ลูกสะใภ้

“ค่ะอาอร” ม่านมัสลินพยักหน้ารับ ตามจริงเธออยากตามอรปรียาไปนาด้วย จะได้เจอคู่หมั้น ทว่าไม่กล้าเซ้าซี้

“น้าอรเรียบร้อยแล้วครับ” ศักดิ์ยกอาหารขึ้นหลังรถเสร็จก็เดินมาบอกน้าสาว ก่อนจะเปิดประตูรถเข้าไปนั่งฝั่งคนขับ อีกคนโบกมือลาลูกสะใภ้

“มีหนูอยู่เป็นเพื่อนไม่ต้องห่วงนะคะ” ล้อมดาวบอก เธอกลัวว่าสาวกรุงจะเหงาเอา

ย่าสีดากับปู่สุขที่กำลังสานกระติบข้าวอยู่แคร่ไม้ไผ่มองหน้ากันแล้วยิ้ม หลานสาวตัวน้อยดูเห่อว่าที่พี่สะใภ้ออกนอกหน้า

“ไปหาอาบน้ำอาบท่าก่อนไหมจะได้สบายตัว” ย่าสีดาเห็นคู่หมั้นหลานชายเอาแต่ชะเง้อคอมองตามหลังรถไป

“ย่าคะ อันที่จริงม่านไม่ได้เหนื่อยเลยนะ ทำไมอาอรไม่ให้ไปนาด้วย” ม่านมัสลินอยากคุยธุระสำคัญกับคู่หมั้นเต็มที จะได้ตีตั๋วกลับกรุงเทพเร็วๆ

“ใจร้อนจังเลยนะหนุ่มสาวสมัยนี้ เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้ว” ปู่สุขว่า

“เออ … ไม่ใช่แบบนั้นนะคะปู่” ม่านมัสลินรีบแย้ง เธอไม่ได้อยากเจอนายบ้านนอกสักหน่อย แค่อยากคุยธุระด้วยก็เท่านั้นเอง

ปู่สุขยิ้มแทนคำตอบ

“พี่ม่านตามหนูมาทางนี้ดีกว่า หนูจะพาไปห้องพัก” มือเล็กคว้าแขนพี่คนสวยให้เดินตามหลังไป

“หนูม่านสวยอย่างกับนางฟ้าเลยว่ะแก” ย่าสีดามองตามหลังคู่หมั้นหลานชายไปด้วยแววตาชื่นชม

ปู่สุขพยักหน้าเห็นด้วย

 

ตัดมาที่ทุ่งนา

คนกลุ่มใหญ่ล้อมวงกินข้าวอยู่ใต้ต้นจามจุรี ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยง หมู่บ้านหนองนาคำยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม

พอถึงฤดูทำนา ชาวบ้านก็จะมาร่วมด้วยช่วยกันแบบนี้แหละ เสร็จจากปลูกข้าวจะแยกย้ายกันไปทำไร่ กลับมาเจอกันอีกทีช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตปลายปี

“เย็นนี้รีบกลับหน่อยแล้วกัน คู่หมั้นรออยู่ที่บ้านแล้ว” อรปรียาบอกลูกชาย

อีกคนทำเป็นหูทวนลม ไม่รู้ไม่ชี้

“ภพได้ยินที่แม่พูดไหม”

“งานเสร็จเมื่อไหร่ก็กลับเมื่อนั้นแหละแม่”

“หึ หึ หึ” คนเป็นพ่อหัวเราะร่วน คำตอบของลูกชายช่างโดนใจ ต้องให้ได้แบบนี้สิ

ในอดีตแสงตะวันไม่ค่อยลงรอยกับพ่อตาแม่ยายมากนัก พวกท่านรังเกียจที่เขาเป็นเพียงไอ้บ้านนอก มีอาชีพทำไร่ทำนา ที่ได้ลงเอยกับอรปรียาเป็นเพราะฝ่ายหญิงหนีตามเขามาเอง

ประกอบกับพวกท่านมารู้ภายหลังว่าครอบครัวของแสงตะวันร่ำรวยพอตัว ถึงได้ยอมเกี่ยวดองด้วย

แน่นอนที่สุด ภพตะวันรับรู้เรื่องราวนี้ผ่านทางบิดา พลอยทำให้ไม่ชอบหน้าคนกรุงไปด้วย

ถือเป็นอีกเหตุผลที่เขาไม่อยากข้องแวะกับ ‘ม่านมัสลิน’ คู่หมั้นที่คุณตาเป็นคนเลือกให้

เธอเป็นคนแบบไหน และมีนิสัยใจคออย่างไร เขายังไม่รู้เลย

 

อีกฟากหนึ่ง

“พี่ภพนอนบ้านหลังนั้นคนเดียวค่ะ” ล้อมดาวชี้มือไปยังบ้านไม้สีขาวหลังเล็ก ใต้ถุนยกสูงที่ปลูกถัดจากบ้านหลังใหญ่ของอรปรียาไปไม่มากนัก

“ทำไมเหรอ” ม่านมัสลินมองผ่านม่านหน้าต่างออกไปดู

“พี่ภพชอบอยู่คนเดียว ไม่อนุญาตให้ใครขึ้นไปวุ่นวายบนนั้นด้วยนะคะ”

“เอาอะไรไปซ่อนไว้ที่นั่นหรือเปล่า” ม่านมัสลินเกิดสงสัย ต้องเป็นอย่างที่เธอคิดแน่ๆ

“พี่ว่าอะไรนะคะ” เป็นเพราะอีกคนพูดเบา ล้อมดาวเลยไม่ได้ยิน

“เปล่าจ้า”

“มีอะไรให้หนูช่วยไหมคะ” ล้อมดาวมองไปที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่เผื่อพี่คนสวยจะให้จัดเสื้อผ้าช่วย อีกคนเดาใจถูก

“ไม่เป็นไรจ้าเดี๋ยวพี่จัดการเอง”

“หนูจะลงไปหาปู่ย่า ถ้าอยากได้อะไร เรียกหนูได้เลยนะ”

“จ๊ะ”

 

ตัดกลับมาที่ทุ่งนา

“ไม่ตื่นเต้นบ้างเหรอวะ” เมฆาเอ่ยถาม

“เรื่อง…?”

“คู่หมั้นมาหา”

ภพตะวันส่ายหน้ารัวๆ

“ถ้าอยากกลับไปก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวกูช่วยจัดการทางนี้ให้” เมฆารบเร้า

“มาหากูถึงที่นี่ได้ก็ต้องรอกูได้สิวะ”

“โว๊ะ..คำพูดคำจา” เมฆาว่ายิ้มๆ

เมฆาเป็นเพื่อนรักของภพตะวัน พวกเขาเติบโตมาด้วยกัน แถมบ้านยังปลูกอยู่ข้างกันอีกด้วย เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้เรื่องเงื่อนไขในพินัยกรรม

ทางด้านม่านมัสลิน หลังอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่สบายตัว เธอก็เดินสำรวจรอบๆบริเวณไปเรื่อย อาณาเขตบ้านอรปรียากว้างขวางมาก แถมยังร่มรื่นสุดๆ สมกับเป็นเศรษฐีบ้านนอกของแท้

สองขาเรียวมาหยุดอยู่ที่เชิงบันไดบ้านไม้สีขาวหลังเล็ก หันซ้ายไม่มีใคร หันขวาก็ปลอดคน เพราะปู่สุข ย่าสีดา ล้อมดาวนั่งกันอยู่แคร่ใต้ต้นมะขามใหญ่หน้าบ้านโน้น ห่างจากจุดที่เธออยู่พอสมควร ‘ขอสำรวจบ้านหน่อยนะว่าที่สามี ดูสิว่าจะซ่อนอะไรไว้หรือเปล่า’ คนขี้สงสัยก้าวขาขึ้นบันไดทันที

บนเรือนหลังเล็กมีเพียงหนึ่งห้องนอน หนึ่งห้องน้ำ พร้อมด้วยห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมายหลายประเภท แสดงว่าพ่อผู้ใหญ่ชอบอ่านหนังสือ หรือมีไว้ตบตาให้ดูเป็นคนฉลาดก็ไม่รู้นะ

หลังบ้านเป็นชานเปิดโล่งรับลม มีโต้ะไม้สีขาวพร้อมเก้าอี้ตั้งอยู่ตรงกลางด้วย ถึงบ้านเขาจะหลังเล็กไปหน่อย แต่ก็น่าอยู่ไม่น้อย

ม่านมัสลินเดินเข้ามาในห้องสมุด มือเรียวไล่เช็คหนังสือบนชั้นวางเป็นจังหวะที่สองเพื่อนสนิทกรุ๊ปคอลมาหาพอดี

 

บทสนทนาทางวีดีโอคอล

น้ำมนต์ (บ้านหนองนาคำน่าอยู่ไหม)

ม่านมัสลิน (บอกได้คำเดียวว่ากันดารมาก ฉันนึกว่าหลงยุคมา)

ดุจดาว (เจอว่าที่สามีหรือยัง)

ม่านมัสลิน (ยังเลย ดำนาอยู่กลางดงโน้น)

น้ำมนต์ (เขาไม่ได้ไปรับแกที่สนามบินเหรอวะ)

ม่านมัสลิน: “โน … ไม่มีน้ำใจ ไร้มารยาทอย่างแรง!”

ดุจดาว (ไม่ให้เกียรติกันเลยว่ะ คู่หมั้นไปหาทั้งที)

ม่านมัสลิน (โปรไฟล์ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เป็นแค่ผู้ใหญ่บ้าน ยังจะมาอวดดีกับฉัน)

น้ำมนต์ (อาปัทบอกว่าพ่อผู้ใหญ่ของแกรวยมากไม่ใช่เหรอ)

ดุจดาว (น่าจะหล่อด้วยไหม เขาเลยไม่สนใจแก…หล่อเลือกได้)

ม่านมัสลิน (หล่อไม่หล่อ ฉันก็ไม่สนหรอกย่ะ ไม่คิดจะเอามาเป็นสามีจริงๆอยู่แล้ว… จับจดทะเบียน รอหย่า แบ่งสมบัติ แล้วแยกย้าย)

น้ำมนต์ (ขนาดแกเดินทางไปหา เขายังไม่ไปรับเลย บ่งบอกว่าไม่แคร์กันอย่างแรง)

ม่านมัสลิน (ฉันจะทำให้นายนั่นยอมสยบแทบเท้าให้ได้ คอยดูนะ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล)

สองสาว (โอ้แม่เจ้า!)

น้ำมนต์ (ม่านแกอยู่ไหน)

ม่านมัสลิน (อยู่ในห้องสมุด)

ดุจดาว (ห้องสมุดที่ไหนวะ ทำไมงานดีแบบนั้น)

น้ำมนต์ (อยากไปอ่านหนังสือด้วยจังเลยว่ะ)

ม่านมัสลิน (ห้องสมุดบ้านนายนั่นแหละ)

สองสาว (เงยขึ้นมามองหน้าจอด่วนเลยจ้า)

ม่านมัสลินทำตามที่เพื่อนบอก เสี้ยววิก็หันหลังกลับไป

“อุ๊ย … นายเป็นใคร!”

“เธอนั่นแหละเป็นใคร”

“ฉันถามนายก่อนนะ มาไม่ให้สุ้มให้เสียงตกใจหมดเลย”

4บทที่ 46 นาที

“อุ๊ย …นายเป็นใคร”

“เธอนั่นแหละเป็นใคร”

“ฉันถามนายก่อนนะ มาไม่ให้สุ้มให้เสียงตกใจหมดเลย”

“เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยตอบ

สองสาว (โอ้…มายก๊อด! พ่อผู้ใหญ่ภพตะวัน)

ม่านมัสลิน (พวกแกแค่นี้ก่อนนะค่อยคุยกัน) มือเรียวกดตัดสายทิ้งทันที

ใบหน้าสวยของม่านมัสลินดูซีดลงฉับพลัน เขามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ทันได้ยินที่เธอหารือกับเพื่อนๆ หรือเปล่าเนี่ย

ไหนอาอรบอกว่าดำนาอยู่กลางดงโน้น นี่เหรอผู้ใหญ่ภพตะวัน … คนอะไร หล่อเท่ ดูดี มีคาแรคเตอร์ชะมัด!!! อาปัทไม่เห็นให้รายละเอียดส่วนนี้ล่วงหน้า

“เธอคือม่านมัสลินใช่ไหม”

เสียงเข้มๆของชายหนุ่มทำให้คนที่กำลังตาค้างสะดุ้งสุดตัว หลุดออกจากภวังค์

“ใช่…ฉันม่านมัสลินเป็นคู่หมั้นนาย” เธอตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าของตัวเอง

ตาคมกริบมองสำรวจผู้บุกรุกตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ไม่มีความเป็นกุลสตรี ทัศนคติติดลบ” ภพตะวันหรี่ตามองคนตรงหน้าด้วยสายตาตำหนิ เป็นสาวเป็นนางแอบขึ้นบ้านผู้ชายได้อย่างไรกัน

“นายว่าให้ใคร” เธอเชิดหน้าสู้ทำเสียงดุข่มขวัญ

“ฉันมองหน้าใครอยู่ล่ะ” หลุบตาลงต่ำอย่างเอาเรื่อง

“เราเพิ่งเจอกันนายไม่มีสิทธิ์มาตัดสินทัศนคติของฉัน”

“ฉันได้ยินที่เธอพูดกับเพื่อนๆตั้งแต่ต้นจนจบ”

หญิงสาวสะบัดหน้าน้อยๆ เพราะเถียงไม่ออก

“ได้ยินแล้วก็ดีจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพูดอีก พร้อมไปจดทะเบียนสมรสวันไหนคะ คุณว่าที่สามีกำมะลอ”

“ใครบอกว่าฉันจะแต่งงานกับเธอ” แววตาเหยียดหยามมองดวงหน้างามไม่ลดละ แท้จริงแล้วหล่อนเป็นคนแบบนี้เหรอ เสียความรู้สึกสิ้นดี!

“ฉันพูดปาวๆอยู่นี่ไง หูหนวกเหรอ”

“น้าปัทไม่ได้บอกเธอเหรอ” ภพตะวันถาม เขาได้แจ้งผ่านทางปัทมาไปแล้วนี่น่า

“คนที่จะปฏิเสธการจดทะเบียนสมรสในครั้งนี้ได้คือฉันคนเดียว” ม่านมัสลินยักไหล่กลายๆ ทำสีหน้าแบบผู้มีชัยเหนือกว่า

ใบหน้าคมเข้มส่ายอย่างระอา “ลุกขึ้นแล้วตามฉันมา”

“ไปไหน”

“เรือนใหญ่… ไปคุยกับผู้ใหญ่เรื่องถอนหมั้น”

“อะไรนะ?!”

“คุยเรื่องถอนหมั้น …หูหนวกหรือไง” ภพตะวันย้ำเสียงแข็ง

“นายจะบ้าเหรอ ไม่รู้หรือไง ทันทีที่เราถอนหมั้นกัน สมบัติจะตกเป็นของการกุศล”

“รู้ดิ”

“รู้แล้วแต่ยังจะถอนหมั้นอีก สติดีหรือเปล่าเนี่ย”

“ฉันไม่เคยอยากได้สมบัติของตา อีกอย่างพันธะบ้าบอระหว่างเราสองคนจะได้จบลงเสียที”

หญิงสาวอ้าปากเหวอ ไอ้หมอนี่คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!

“นายจะต้องจดทะเบียนสมรสกับฉัน”

ภพตะวันหัวเราะยียวน ใบหน้าหล่อเหลาส่ายน้อยๆ “ฝันลมๆแล้งๆ”

“อุ๊ย …ขอโทษนะไม่ได้ตั้งใจจะมาขัดจังหวะ” ศักดิ์เดินเข้ามาในห้องสมุด เห็นสองคนกำลังปะทะคารมกันอยู่พอดี

“มีอะไรหรือเปล่าศักดิ์” ภพตะวันถามผู้มาใหม่

“น้าอรให้มาตามไปที่เรือนใหญ่ครับพี่ ยายสำลีกับลูกชายมาหา”

ยายสำลีที่ศักดิ์พูดถึงเป็นคนในหมู่บ้านหนองนาคำนี้แหละ และเป็นคนที่ภพตะวันรู้จักเป็นอย่างดี

“ฉันมีธุระ” ประโยคนี้ภพตะวันหันไปพูดกับผู้บุกรุก เป็นการส่งสัญญาณให้หล่อนลงจากเรือนเขาได้แล้ว

“ฉันรอได้”

“หึ หึ หึ” ศักดิ์หัวเราะชอบใจกับคำตอบ และสีหน้าเชิดหยิ่งของม่านมัสลิน

“เอ้า … แกยังอยู่อีกเหรอเนี่ย” ภพตะวันหันมาถลึงตาใส่ลูกพี่ลูกน้อง ทว่าอีกคนกลับส่งยิ้มกวนประสาทให้

“งั้น ผมล่วงหน้าไปก่อนนะ” ศักดิ์ยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางหมุนตัวเดินลงบันไดไป

“ธุระฉันอาจจะนาน เดี๋ยวค่อยคุยกัน ไปรอที่เรือนใหญ่ก่อน” ภพตะวันบอกคนหน้ามึน เป็นสาวเป็นนางจะมารอผู้ชายอยู่บนบ้านแบบนี้ได้อย่างไรกัน

“ไปก็ได้ ไม่ต้องมาชักสีหน้าใส่ฉันหรอกน่า” ม่านมัสลินกัดริมฝีปากอย่างหงุดหงิด

ภพตะวันได้แต่ส่ายหน้าเหนื่อยใจกับท่าทีกระเง้ากระงอดของหล่อน เขาก็แค่บอกให้ไปรอที่เรือนใหญ่ ทำมาเป็นวีนใส่ เป็นน้องเป็นนุ่งหน่อยจะจับตีให้ก้นลายเลย

 

สักครู่ต่อมา  @เรือนใหญ่

“ผู้ใหญ่ภพช่วยยายด้วยนะ” ทันทีที่ภพตะวันนั่งลง ยายสำลีก็รีบเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีร้อนรนใจ

“มีอะไรให้ผมช่วยครับยาย” ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มถาม

“อีปิกพาตำรวจมาที่บ้านยายนะสิ” หญิงชราบอกด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

“ดาวหนีตามพี่มา” ทศที่นั่งอยู่ข้างแม่ให้ข้อมูลเพิ่ม

“อย่าบอกนะว่ายายปิกแจ้งความจับพี่ข้อหาพรากผู้เยาว์” ภพตะวันถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล เขาพอรู้ความสัมพันธ์ของลูกบ้านทั้งสองเป็นอย่างดี ดาวเป็นแฟนสาวของทศ

ทศพยักหน้าเซ็ง

“ยายปิกเรียกค่าสินสอดจากพี่ตั้งสามแสน ถ้าไม่มีให้ เค้าจะเอาพี่เข้าตาราง”

“ดาวอายุ 17 เองนะพี่ ถ้าพ่อแม่เค้าไม่ยินยอม ยังไงพี่ก็ผิด”

“แต่เราสองคนรักกันนะภพ”

“พ่อแม่เค้าไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วยนะสิพี่”

“ผู้ใหญ่ภพไปช่วยยายต่อรองค่าสินสอดหน่อยนะ” หญิงสูงวัยทำหน้าเครียดจัด นางหมดทางออกแล้วจริงๆ

ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มพยักหน้า “งั้นเรารีบไปกันเถอะครับ ก่อนที่เรื่องจะบานปลายมากไปกว่านี้”

สองแม่ลูกผงกศีรษะพลางลุกขึ้น แล้วเดินนำหน้าออกไปก่อน

“แม่ครับดูท่าจะยาว ไม่ต้องรอผมกินข้าวเย็นนะ” ภพตะวันบอกมารดา หางตาปรายไปมองคู่หมั้นสาวแวบหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากแคร่ แล้วเดินอาดๆไปที่รถ

ม่านมัสลินชะเง้อคอมองตามแผ่นหลังคู่หมั้นหนุ่มจนลับสายตา

“อาอรคะ เคสแบบนี้พี่ผู้ชายคนนั้นจะรอดไหม” ม่านมัสลินถามอย่างอยากรู้ เธอรู้สึกสงสารในตอนที่ฝ่ายชายบอกไม่มีเงินค่าสินสอด

“ภพคงช่วยเจรจาได้แหละ นี่ไม่ใช่เคสแรก สาวๆบ้านหนองนาคำแต่งงานกันเร็ว” อรปรียาว่า

“ค่อยโล่งอกแทนพี่เค้าหน่อย”

จังหวะนี้แสงตะวันเดินเข้ามายังแคร่ไม้  ใบหน้าของท่านดูละม้ายคล้ายกับลูกชายมาก แต่ในเวอร์ชันที่แก่กว่า

“หนูม่าน … อาแสงกลับมาจากนาพอดีเลย” อรปรียาถือโอกาสแนะนำคนทั้งสอง

“สวัสดีค่ะอาแสง” ม่านมัสลินยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม ทว่าอีกคนทักทายกลับด้วยแววตาเรียบเฉยเย็นชา

แสงตะวันกวาดสายตามองสำรวจคู่หมั้นลูกชายตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะถามเพื่อหยั่งเชิง “บ้านหนองนาคำน่าอยู่ไหม” น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความดูแคลนชัดเจน

“ที่นี่บรรยากาศดีมากค่ะ” ม่านมัสลินรู้สึกเกร็งนิดๆ เพราะสายตาของท่านดูไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย พ่อกับลูกชายช่างมีอุปนิสัยใจคอถอดแบบกันมา ไม่ต้อนรับเธอทั้งคู่

“ขึ้นบ้านกันดีกว่าจ้ะจะมืดแล้ว” อรปรียารีบเอ่ยทำลายบรรยากาศอันแสนอึมครึม

ม่านมัสลินยิ้มบางๆ อย่างน้อยๆ มารดาของคู่หมั้นก็ดูอบอุ่น และใจดีกับเธอ

ชอบไหม อ่านต่อได้ที่