เรื่องย่อ
เรื่องราวในอดีตที่เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กลับส่งผลมาถึงปัจจุบัน เขาเกลียดเธอ คอยกลั่นแกล้งสารพัด แต่ใครจะคิดว่า สุดท้ายคนที่ตกหลุมรักเธอกลับเป็นเขาเสียเอง
ทดลองอ่าน
อ่านบทเปิดเรื่อง ซ่อนบทเปิดเรื่อง
“คุณแม่ ทำไมเขายังอยู่ที่นี่?!” รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาเริ่มเหือดหายไปในทันทีที่เห็นใครบางคนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น แม้เธอจะเปลี่ยนไปมาก ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทว่าดวงตากลมโตคู่นั่น เขายังคงจำได้ ไม่เคยลืม ดวงตาของผู้หญิงที่เขาเกลียดสุดหัวใจ ไม่ใช่สิ เขาเกลียดทุกอย่างที่เป็นเธอ…
หญิงสาวรูปร่างบางเล็ก ไม่กล้าแม้จะเงยหน้าขึ้นมามอง ไม่ช้าก็เร็ว วันนี้ต้องมาถึง “วันไหนที่ฉันกลับมา หวังว่าจะไม่ได้เจอเธออาศัยอยู่ในบ้านฉันอีก” คำอำลาเมื่อสี่ปีก่อน ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ไหนจะวาจาด่าทอเสียดสีสารพัดจากปากผู้ชายตรงหน้า เธอยังคงจำได้ทุกประโยค ไม่เคยลืม
“แม่เป็นคนให้น้องอยู่ที่นี่เอง” แม่เลี้ยงจีรารัตน์เอ่ยขึ้น นางรัก และเอ็นดูจันทร์เจ้าขาเหมือนลูกแท้ๆ หลังสามีคู่บุญลาจากโลกใบนี้ไป นางรู้สึกเหงา ว้าเหว่ใจเป็นที่สุด แม้จะมีอัครวินท์ ลูกชายคนโตคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ทว่านางยังรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรบางอย่าง จันทร์เจ้าขาเป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา น่ารัก สดใส พลอยทำให้จิตใจนางชื่นบานไปด้วย
“คุณแม่ลืมแล้วเหรอครับว่าครอบครัวเขาทำอะไรกับเราไว้บ้าง พ่อเลวอย่างไง ลูกคงไม่ต่างกัน!” คิณณ์ณภัทรมองอีกคนด้วยสายตาอาฆาตแค้น
“มีอะไรกัน อ้าว คินทร์ … มาถึงแล้วเหรอ?” เสียงเอะอะโวยวายที่ดังออกไปไกลถึงข้างนอก ทำให้อัครวินท์ รีบซอยเท้าเข้ามาในห้องโถง เมื่อเห็นเหตุการณ์ หนุ่มหน้าคมพอจะเดาต้นเหตุของเสียงโวยวายนั่นออกแล้ว
“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมยังให้เขาอยู่ที่นี่ ทุกคนลืมวันนั้นไปได้อย่างไรกัน!” คิณณ์ณภัทรตะคอกใส่หน้าเธอด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว พลางหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างหัวเสีย โดยไม่เอ่ยทักทายพี่ชายด้วยซ้ำ
1บทที่ 18 นาที
“คินทร์ … ทางนี้” ปภานันโบกมือไปมา ใบหน้าสวยประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ
ชายหนุ่มรูปร่างสูงราวๆร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตร สาวเท้ามายังห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า จุดนัดพบที่ได้แจ้งให้อีกคนทราบก่อนหน้า สายตาคู่คมเหลือบไปเห็นเธอโบกมือให้แต่ไกล เขารีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปหาทันที
ปภานันวิ่งโผเข้าไปหาชายหนุ่มด้วยความคิดถึง อีกคนรีบอ้าแขนสวมกอดร่างอรชรที่ถวิลหามาเนิ่นนาน … สี่ปีที่ผ่านมา ได้แต่ติดต่อกันผ่านทางแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน ไม่มีโอกาสได้สัมผัสแบบนี้เลย
“จะหายใจไม่ออกแล้วนะคินทร์” ปภานันทักท้วง
เจ้าของชื่อค่อยๆคลายวงแขนแกร่งออก พลางเพ่งพินิจมองใบหน้าสวยคมไม่วางตา “คินทร์ คิดถึงนันมากๆเลยนะ”
“นันก็คิดถึงคินทร์ เหมือนกัน”
สองร่างสวมกอดกันอยู่ชั่วครู่ …
“ไปกันเถอะ นันจอดรถไว้ตรงโน้น” ร่างเพรียวบางเดินนำหน้าอีกคนพาไปยังลานจอดรถอาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินวันนี้อัดแน่นไปด้วยผู้คน ประจวบเหมาะเป็นช่วงวันหยุดยาวพอดี
ไม่กี่อึดใจ ทั้งสองก็เดินมาถึงจุดที่รถโฟร์วีลสีขาวจอดอยู่ ปภานันล้วงหยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างใบสวย กดรีโมทเพื่อปลดล็อกประตู แล้วก้าวเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ คิณณ์ณภัทร เปิดประตูเข้ามานั่งข้างกัน
“ทำไมคินทร์ ไม่ให้เราบอกคุณป้าว่าจะกลับมาวันนี้?”
“ก็แค่อยากเจอคนพิเศษก่อนใครๆ” คิณณ์ณภัทร ระบายยิ้มกว้าง อีกหนึ่งอาทิตย์คือกำหนดเดินทางกลับที่เขาได้บอกกับทางบ้านเอาไว้ ตลอดสี่ปีที่เรียนอยู่ต่างประเทศ คิณณ์ณภัทร ไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้านเลยสักครั้งเดียว เพราะเขาต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการเรียน พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานให้ได้มากที่สุด จึงทำให้วันหยุดยาวๆมีน้อย พอจบการศึกษาเขาเลยรีบแจ้งวันเดินทางกลับก่อนกำหนดให้ปภานันรู้ก่อนใครๆ
“นันพึ่งรู้ตัวว่าเป็นคนพิเศษของคินทร์ นะเนี่ย” สาวสวยหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่เจอกันตั้งนาน เขายังคงพูดจาหวานๆกับเธอเหมือนเดิม ไม่มีเปลี่ยน “เราว่าคุณป้ากับทุกคนต้องดีใจมากๆเลย”
“คินทร์ อยากเซอร์ไพรส์แม่ด้วยแหละ”
“กลับมาอยู่ยาวเลยใช่ไหม?”
“ใช่ และจะไม่ไปไหนไกลๆอีกแล้ว”
รถแล่นออกจากตัวเมืองเชียงใหม่มาประมาณครึ่งชั่วโมง คิณณ์ณภัทรก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศความงดงามของขุนเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน ถนนทอดยาวคดเคี้ยว ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี มอบความรู้สึกสดชื่น อบอุ่นหัวใจ เกินบรรยาย
คิณณ์ณภัทรเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์รอบๆ จนลืมเวลา รู้ตัวอีกที รถก็เคลื่อนเข้ามาจอดในอาณาจักรของ ‘ไร่ส้มจันวราสกุล’ แล้ว ไร่ส้มจันวราสกุลมีพื้นที่กว้างขวางหลายร้อยไร่ โอบล้อมไว้ด้วยหุบเขาและแมกไม้นานาพันธุ์ แถมยังมีธารน้ำไหลผ่าน บรรยากาศดี สวยงามยิ่งนัก
คิณณ์ณภัทรกวาดสายตามองรอบๆ บรรยากาศที่นี้ร่มรื่น ไม่มีเปลี่ยน สายตาคู่คมทอดมองไปยังบ้านสไตล์ฟาร์มเฮ้าส์สีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้านานหลายนาที ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี บ้านหลังนี้ยังคงงดงามเสมอ
“ลงมาได้แล้วจ้า ต้อนรับสู่ไร่จันวราสกุล อย่างเป็นทางการ”
“อ้าว คุณนันนี่เอง แล้วนั่น คุณคินทร์ มาถึงแล้วเหรอครับเนี่ย!?” ลุงสอนคนรับใช้เก่าแก่ของแม่เลี้ยงจีรารัตน์ที่กำลังพรวนดินอยู่สวนหย่อมหน้าบ้าน วางจอบในมือลงทันทีที่ได้ยินเสียงรถยนต์เลี้ยวเข้ามาจอดในลานหน้าบ้าน พอเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นใคร ชายวัยกลางคนเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พลางกุลีกุจอเข้ามาทำหน้าที่ “เชิญคุณทั้งสองเข้าไปในบ้านก่อนดีกว่าครับ”
ห้องรับแขก
“คินทร์! … ไหนบอกแม่ว่าจะมาอาทิตย์หน้า?” แม่เลี้ยงจีรารัตน์ลุกขึ้นเดินเข้าไปสวมกอดลูกชายคนเล็กด้วยความตื่นเต้น ดีใจสุดๆ ไม่คาดคิดว่าคนที่นางคิดถึงสุดหัวใจจะยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว สี่ปีลูกชายนางเปลี่ยนไปไม่น้อย รูปร่างแลดูกำยำขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ก็แน่ละสิ ปีนี้คิณณ์ณภัทร อายุ 27 พอดิบพอดี
คิณณ์ณภัทร สวมกอดมารดาด้วยความคิดถึง พลางโน้มใบหน้าลงไปหอมแก้มนางฟอดหนึ่ง “ผมตั้งใจจะมาเซอร์ไพรส์คุณแม่ไงครับ”
“คนไปรับที่สนามบินคงเป็นหนูนันละสิ … หนูนันป้า ขอบใจมากนะลูก” หญิงสูงวัยเอียงหน้ามาส่งยิ้มให้คนมีน้ำใจ
“นันยินดีคะคุณป้า”
“คุณแม่ … ทำไมเขายังอยู่ที่นี่?!” รอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาเริ่มเหือดหายไปในทันทีที่เห็นใครบางคนเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น แม้เธอจะเปลี่ยนไปมาก ดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ทว่าดวงตากลมโตคู่นั่น เขายังคงจำได้ ไม่เคยลืม ดวงตาของผู้หญิงที่เขาเกลียดสุดหัวใจ ไม่ใช่สิ เขาเกลียดทุกอย่างที่เป็นเธอ…
หญิงสาวรูปร่างบางเล็ก ไม่กล้าแม้จะเงยหน้าขึ้นมามอง ไม่ช้าก็เร็ว วันนี้ต้องมาถึง “วันไหนที่ฉันกลับมา หวังว่าจะไม่ได้เจอเธออาศัยอยู่ในบ้านฉันอีก” คำอำลาเมื่อสี่ปีก่อน ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ไหนจะวาจาด่าทอเสียดสีสารพัดจากปากผู้ชายตรงหน้า เธอยังคงจำได้ทุกประโยค ไม่เคยลืม
“แม่เป็นคนให้น้องอยู่ที่นี่เอง” แม่เลี้ยงจีรารัตน์เอ่ยขึ้น นางรัก และเอ็นดูจันทร์เจ้าขาเหมือนลูกแท้ๆ หลังสามีคู่บุญลาจากโลกใบนี้ไป นางรู้สึกเหงา ว้าเหว่ใจเป็นที่สุด แม้จะมีอัครวินท์ ลูกชายคนโตคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ทว่านางยังรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรบางอย่าง จันทร์เจ้าขาเป็นคนช่างพูด ช่างเจรจา น่ารัก สดใส พลอยทำให้จิตใจนางชื่นบานไปด้วย
“คุณแม่ลืมแล้วเหรอครับว่าครอบครัวเขาทำอะไรกับเราไว้บ้าง … พ่อเลวอย่างไง ลูกคงไม่ต่างกัน!” คิณณ์ณภัทรมองอีกคนด้วยสายตาอาฆาตแค้น
“มีอะไรกัน … อ้าว คินทร์ … มาถึงแล้วเหรอ?” เสียงเอะอะโวยวายที่ดังออกไปไกลถึงข้างนอก ทำให้อัครวินท์ รีบซอยเท้าเข้ามาในห้องโถง เมื่อเห็นเหตุการณ์ หนุ่มหน้าคมพอจะเดาต้นเหตุของเสียงโวยวายนั่นออกแล้ว
“ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมยังให้เขาอยู่ที่นี่ ทุกคนลืมวันนั้นไปได้อย่างไรกัน!” คิณณ์ณภัทรตะคอกใส่หน้าเธอด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว พลางหมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปอย่างหัวเสีย โดยไม่เอ่ยทักทายพี่ชายด้วยซ้ำ
“นันขอตัวกลับก่อนนะคะคุณป้า พี่อรรถ น้องเดือน” ปภานันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ตั้งนาน เมื่อได้จังหวะ เธอจึงรีบพาตัวเองออกจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดอย่างรวดเร็ว
ประมุขใหญ่ของบ้านส่งยิ้มบางๆให้หญิงสาวแทนคำขอบคุณอีกหน
“หนูเดือน ไม่ต้องคิดมากนะลูก” แม่เลี้ยงจีรารัตน์หันไปมองคนที่กำลังยืนหน้าถอดสีอยู่ข้างๆ จันทร์เจ้าขาคงตกใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้าไม่น้อย ลูกชายนางยังคงจมปลักอยู่กับอดีต แม้เวลาจะผ่านไปนานมากแล้วก็ตาม
“ไม่เป็นไรค่ะ เดือนเข้าใจ” จันทร์เจ้าขาตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา เธอพยายามปั้นสีหน้าให้เป็นปกติมากที่สุด แม้ภายในใจจะสั่นเทิ้มแค่ไหนก็ตาม เพราะหญิงสูงวัยตรงหน้าคือผู้มีพระคุณของเธอ ไม่ใช่เขาคนเดียวที่เจ็บปวด เธอเองก็สูญเสียทุกอย่างเช่นเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะแม่เลี้ยงจีรารัตน์ จันทร์เจ้าขาก็ไม่รู้จะอยู่บนโลกใบนี้ต่อไปได้อย่างไร
“คุณแม่ไปพักผ่อนก่อนนะครับ เรื่องน้อง ผมจัดการเอง” อัครวินท์ บอกกับแม่อย่างเป็นห่วง ก่อนจะเอื้อมมือไปตบไหล่คนหน้าซีดอย่างปลอบโยน
*********
ก๊อก ก๊อก ก๊อก (เสียงเคาะประตูหน้าห้องนอน)
“พี่ขอเข้าไปนะ”
“ไม่มีประโยชน์ ถ้าจะมาขอร้องให้ผมญาติดีกับแม่นั่น” คิณณ์ณภัทรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา ทันทีที่พี่ชายคนโตเปิดประตูเข้ามานั่งลงบนปลายเตียงนอน
“พี่ไม่ได้มาขอร้อง พี่อยากให้นายเปิดใจ” คนพี่บอก
“เปิดใจให้กับลูกไอ้สารเลวอย่างงั้นเหรอครับ?! … ถามจริง พี่ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยเหรอ พี่ลืมวันนั้นไปได้อย่างไรกัน!” ดวงตาคมฉายแววดุดันไม่พอใจ คิณณ์ณภัทรพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โกรธไม่ให้ปะทุขึ้นมาอีกรอบ เขาเกลียดเธอ จันทร์เจ้าขาเป็นตัวแทนของความเจ็บปวด แค่เดินเฉียดกัน ก็รู้สึกสะอิดสะเอียนเต็มทน อย่าฝันว่าเขาจะญาติดีด้วย
“คินทร์ … แม่เอ็นดูน้องเดือนมาก เขาเองก็เป็นเด็กน่ารัก เป็นเด็กดี คอยดูแลแม่เราไม่ห่างเลย”
“ที่บ้านก็มีคนคอยดูแลคุณแม่เยอะแยะอยู่แล้ว ถ้าไม่พอ จ้างเพิ่มก็ได้นิ”
“ดูแลด้านจิตใจ ไม่ใช่งานที่ใครๆก็ทำได้นะคินทร์ นายแค่หลีกเลี่ยงการปะทะ ถือว่าทำเพื่อแม่ของเรา”
“ผมจะพยายาม แต่ไม่รับปากนะครับ” เมื่อบิดาจากไป ก็เหลือเพียงมารดาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อะไรก็ตามที่ทำให้แม่มีความสุข ชายหนุ่มไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว หลีกเลี่ยงการปะทะต่อหน้าย่อมทำได้ แต่ลับหลัง ผู้หญิงคนนี้ต้องชดใช้แทนไอ้ระยำ
ชอบไหม อ่านต่อได้ที่






